รถสตาร์ทไม่ติดเกิดจากสาเหตุอะไร ?

กำลังรีบเร่งแต่งตัวพร้อมเพื่อเตรียมตัวจะไปทำธุระสำคัญ อยู่ๆรถเจ้าปัญหาของเราเกิดสตาร์ทไม่ติดขึ้นมาทำยังไงดีละทีนี้…วันนี้ใจ๋มีสาเหตุและวิธีตรวจสอบต้นตอของปัญหาพร้อมแนวทางกการแก้ไขมาบอกกัน ถ้ารถของเราสตาร์ทไม่ติดตรวจสอบไปตามลำดับตามนี้นะคะ

1. น้ำมันหมด ลืมเติมหรือสายน้ำมันรั่ว

แน่นอนรถไม่สามารถสตาร์ทติดได้หากขาดน้ำมัน วิธีแก้ไขก็ง่ายๆที่ทุกคนคงทราบดี น้ำมันหมดก็เติมน้ำมันสิค้า แต่ แต่ เรื่องไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดสำหรับรถบางประเภทเพราะน้ำมันหมดเกลี้ยงถัง หลังจากเติมน้ำมันแล้ว สตาร์ทยังงัยก็ดันไม่ติดนี่หละสิต้องทำยังไง วันนี้ใจ๋เลยนำวิธีการแก้ไขปัญหามาให้ทุกท่านลองทำตามหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น

เมื่อน้ำมันหมดเกลี้ยง..รถดับ..เติมน้ำมันแล้วรถยังสตาร์ทไม่ติดควรทำอย่างไง?

1.1 เติมน้ำมันให้มากที่สุด หรือเติมเต็มถังได้ไปเลยยิ่งดี ถ้าเรามีน้ำมันในถังไม่มากพอเครื่องยนต์จะไม่สามารถทำงานได้

1.2 บิดกุดแจจากตำแหน่ง LOCK มาที่ตำแหน่ง ACC ค้างไว้ 5 วินาที

1.3 บิดกุญแจจากตำแหน่ง ACC มาที่ตำแหน่ง ON แล้วค้างไว้ตำแหน่งนี้ ประมาณ 10 วินาที

1.4 บิดกลับจากตำแหนง ON มาที่ตำแหน่ง ACC

1.5 บิดกลับไปกลับมาจากตำแหน่งอีกประมาณ ห้าครั้ง เพื่อเป็นการช็คน้ำมัน แล้วลองสตาร์ทเครื่องอีกครั้ง ก็จะสามารถสตาร์ทเครื่องได้แล้วคะ

2. ตรวจสอบตำแหน่งเกียร์

โดยปกติรถจะสามารถสตาร์ทติดได้เมื่อเกียร์อยู่ในตำแหน่ง P หรือ N หากเกียร์อยู่ในตำแหน่งP ให้ลองกดปุ่ม Shift lock เลื่อนเกียร์ลงมาอยู่ในตำแหน่ง N แล้วลองสตาร์ทดูนะคะ ถ้าสตาร์ทติด มีสาเหตุอยู่ 2 ประการคะ

1. หน้าสัมผัสสวิทช์คันเกียร์สกปรก แนวทางการแก้ไขเบื้องต้นให้ลองเปิดสวิทช์กุญแจไปที่ตำแหน่ง ON (ไม่ต้องสตาร์ทเครื่องนะคะ) หลังจากนั้นให้เหยียบเบรค เลื่อนคันเกียร์ขึ้นบนสุด (P) แล้วเลื่อนลงล่างสุด โดยไม่ต้องหยุดที่ตำแหน่งใด และไม่ต้องเร็วมากนัก สัก 2-3 รอบ เพื่อทำความสะอาดหน้าสัมผัสของสวิทช์คันเกียร์คะ

2. หน้าสัมผัสสวิทช์คันเกียร์ สึกหรอหรือเสีย การแก้ไขมีทางเดียวคะ คือต้องเปลี่ยนใหม่เลย แนะนำให้เอาเข้าศูนย์เลยนะคะ หรือติดต่อ fixzy auto ง่ายๆครบในที่เดียวคะ

3. แบตเตอรี่เสื่อม หรือ แบทหมด

หมายถึงตัวแบตเตอรี่รถยนต์ ไม่สามารถเก็บรักษาไฟฟ้าได้นานเท่าที่ควร เสื่อมมากเสื่อมน้อยแตกต่างกันไป ถ้าเสื่อมมากจอดรถทิ้งไว้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง (2-4 ชั่วโมง) ก็อาจจะทำให้รถสตาร์ทไม่ติดได้ ถ้าเสื่อมน้อยทิ้งรถไว้ไม่กี่ชั่วโมงก็อาจไม่ส่งผลต่อการสตาร์ทรถ อาการของมันจะค่อยๆเริ่มและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แรกแรกรถจะยังสตาร์ทติดอยู่แต่จะสตาร์ทติดยาก และยากขึ้นเรื่อยๆ พอบิดกุญแจหรือกดปุ่มสตาร์ทรถ จะมีเสียง แชะ แชะ ลากยาวซักพักกว่าจะสตาร์ทรถติด แนวแก้ปัญหาเบื้องต้นคือขอพ่วงแบตกับรถคันอื่น ทั้งนี้กำลังของไฟฟ้าในแบตเตอรี่ของรถพ่วงนั้นต้องสำพันธ์กับรถของเราด้วย หมายความว่าต้องมีกำลังไฟฟ้ามากกว่าหรือเท่ากัน มิเช่นนั้นก็จะไม่มีกระแสไฟฟ้าที่มากพอที่จะทำให้รถของเราสตาร์ทติดได้ นอกจากนั้น ขนาดและประเภทของสายพ่วงรถก็มีผลต่อการส่งต่อกระแสไฟฟ้าเช่นกัน

ในบางกรณีสาเหตุอาจไม่ได้เกิดจากแบทที่เสื่อมคุณภาพ แต่เป็นเพราะการลืมเปิดไฟในรถหรือไฟหน้ารถทิ้งไว้เป็นเวลานาน แนวทางการแก้ไขก็สามารถทำได้เหมือนกัน เพราะล้วนเกิดจากสาเหตุที่กระแสไฟฟ้าในแบตเตอรี่ของรถมีไม่เพียงพอต่อการสตาร์ทรถนั่นเอง

4. ไดชาร์จเสื่อม

อาการของไดชาร์จเสื่อมกับแบตเตอรี่เสื่อมมีอาการค่อนข้างคล้ายกัน แต่จุดที่แตกต่างกันคือ รถจะดับเองในขณะที่ขับในรอบต่ำๆ ขับอยู่ดีดีก็ดับเลยในขณะขับรถ ซึ่งแตกต่างจากแบตเตอรี่ถ้าสตาร์ทติดแล้วมักติดเลยไม่มีดับกลางคัน แต่หากไดชาร์จเสื่อมไม่มากและเมื่อจอดทิ้งไว้แล้วเกิดสตาร์ทรถไม่ติดก็สามารถแก้ปัญหาเบื้องต้นด้วยการพ่วงแบตเช่นกัน

หน้าที่ของไดชาร์จคือปั่นกระแสไฟเลี้ยงรถยนต์และชาร์จไฟฟ้าเก็บเข้าแบตเตอรี่ หากลองถอดขั้วแบตออกจากไดชาร์ตหนึ่งข้างหลังจากสตาร์ทรถทิ่งไว้ซักพัก แล้วยังมีกระแสไฟฟ้าเลี้ยงระบบได้ปกติ ไม่มีอาการกระตุกหรือทำให้รถดับนั้น แสดงได้ว่า ไดชาร์ตปกติดี แต่หากทำแล้วเกิดอาการดังกล่าว

5. มอเตอร์สตาร์ทเสื่อม

หากลองพ่วงแบต เปลี่ยนแบตเตอรี่แล้วก็ยังสตาร์ทรถไม่คิด แต่แผงหน้าปัดก็มีไฟติด ให้คิดไปเลยว่ามีเปอร์เซนที่มอเตอร์สตาร์ทมีปัญหาสูงมาก เตรียมตัวเตรียมใจเสียเงินได้เลย ยกหูเรียกรถลากมารับรถของท่านไปเข้าศูนย์บริการที่ใกล้บ้านทันที

6. ระบบไฟฟ้าในรถมีปัญหา

ปัญหาที่เกิดจากระบบไฟฟ้าของรถมีปัญหานั้นเกิดขึ้นค่อนข้างน้อย แต่ก็มีโอกาสเกิดขึ้น วิธีสังเกตคือลองชาร์ตแบพ หรือเปลี่ยนแบทแล้วก็ไม่มีอะไรดีขึ้น แผงหน้าปัดก็ไม่มีไฟติด อย่างนี้มีโอกาสเป็นเพราะระบบไฟฟ้าในรถสูงมาก เรียกรถลากมารับรถของท่านเข้าศูนย์เลยคะเพราะเราแก้ไขปัญหาด้วยตัวเองไม่ได้

7. แบตเตอรี่รีโมทอ่อน หรือรีโมทไม่อยู่กับตัว keyless

ปัญหานี้เกิดขึ้นมาบ่อยครั้งสำหรับรถรุ่นใหม่ที่มีระบบกุญแจอัจฉริยะ keyless go, push start หรือระบบที่ไม่ต้องใช้กุณแจไขแค่พกกุญแจไว้ใกล้ตัวก็สามารถสตาร์ทรถได้แล้ว เป็นเรื่องง่ายๆที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามคือการทิ้งกุญแจไว้ไกลตัว หรือ ถ่านรีโมทอ่อน วิธีแก้ไขก็ง่ายนิดเดียว เปลี่ยนถ่านรีโมทใหม่สบายใจหายห่วง หากเป็นเพราะสาเหตุนี้ดีใจด้วยนะคะ เพราะแก้ไขง่ายมากคะ

8. หัวฉีดไม่มีแรงดัน

ถ้าจอดไว้นานเกินไปโดยไม่ได้สตาร์ทเครื่องเลย หรือ เอารถออกไปวิ่งบ้างเล สามารถส่งผลถึงหัวฉีดได้ อาจทำให้หัวฉีดตัน และไม่มีแรงอัดได้นะคะ วิธีการแก้ไขคือ นำหัวฉีดมาล้าง หรือเปลี่ยนหัวฉีดเลยคะ ราคาหัวฉีดก็จะมีหลายราคาตามรุ่น และ อาการของรถคะ

โดยสามารถแจ้งปัญหาผ่าน Fixzy Auto ได้ ผ่าน Line : @fixzyauto หรือ ติดต่อมาหาเราทางโทรศัพท์ได้ที่ เบอร์ 02-732-3638 สะดวกช่องทางไหนเรียกใช้บริการกันเข้ามาได้เลยนะคะ

ทำไมต้องเปลี่ยนถ่ายของเหลวภายในรถยนต์ของท่าน เมื่อครบกำหนดตามระยะ ?

การเปลี่ยนถ่ายของเหลวภายในรถยนต์เมื่อครบกำหนดระยะเวลาจะช่วยรักษาเครื่องยนต์ให้สะอาด และยืดอายุการทำงานของเครื่องยนต์ เพราะเมื่อเครื่องยนต์ถูกใช้งานไปสักระยะแล้ว น้ำมันเครื่องจะเสื่อมคุณภาพ และอาจมีสิ่งสกปรกตกค้าง ส่งผลต่อสภาพของเครื่องยนต์ได้ นอกเหนือจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้ว สิ่งที่ต้องเปลี่ยนไปพร้อมกัน คือ ไส้กรองน้ำมันเครื่อง ทำหน้าที่เปรียบเสมือนตัวกรองดักสิ่งสกปรกต่างๆ ที่เจือปนอยู่ในน้ำมันเครื่อง เพราะหากไม่มีการกรองสิ่งสกปรกออกก่อน จะสามารถส่งผลทำให้เครื่องยนต์สึกหรอได้ในระยะยาว

เปลี่ยนน้ำมันเครื่องแล้ว ต้องเปลี่ยนอีกทีเมื่อไหร่  ????

oil3

น้ำมันเครื่องสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักๆ

1.น้ำมันเครื่องสูตรมาตรฐาน สามารถใช้ได้กับรถยนต์ทั่วไป หากเปลี่ยนน้ำมันประเภทนี้ สามารถใช้รถยนต์ของท่านต่อไปได้อีก ประมาณ 3,000 – 5,000 กิโลเมตร จึงต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอีกครั้ง

2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ น้ำมันเครื่องชนิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่โดยเฉพาะรถที่ใช้เครื่องยนต์มัลติวาล์ว และระบบหัวฉีดอิเล็คทรอนิกส์ สามารถทนความร้อนได้สูงกว่าน้ำมันเครื่องสูตรมาตรฐาน หากเปลี่ยนน้ำมันประเภทนี้ สามารถใช้รถยนต์ของท่านต่อไปได้อีก ประมาณ 5,000 – 7,000 กิโลเมตร จึงต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอีกครั้ง

3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ น้ำมันประเภทนี้สามารถทนความร้อนได้สูงกว่าน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ มีฟิล์มน้ำมันหนาแน่นกว่า ทำให้น้ำมันระเหยค่อนข้างยาก เหมาะสำหรับรถยนต์ที่มีสมรรถนะสูง  หากเปลี่ยนน้ำมันประเภทนี้ สามารถใช้รถยนต์ของท่านต่อไปได้อีก ประมาณ 10,000 – 12,000 กิโลเมตร จึงต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องอีกครั้ง

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถทราบถึงความสำคัญในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องแล้วนะคะ นอกเหนือจากนั้นยังทราบถึงระยะเวลาการในการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องครั้งต่อๆไปอีกด้วย เกร็ดความรู้เหล่านี้ สามารถเป็นข้อมูลช่วยท่านประกอบการตัดสินใจ ในการดูแลรักษารถยนต์ของท่านได้ แต่หากใครมีคำถามเพิ่มเติม ต้องการที่ปรึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาเครื่องยนต์ให้รถของท่าน Fixzy Auto สามารถช่วยคุณได้นะคะ โดยสามารถแจ้งปัญหาผ่าน Fixzy Auto ได้ ผ่าน Line : @fixzyauto หรือ ติดต่อมาหาเราทางโทรศัพท์ได้ที่ เบอร์ 02-732-3638 สะดวกช่องทางไหนเรียกใช้บริการกันเข้ามาได้เลยนะคะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าควรนำรถไปตรวจสภาพยางหรือเปลี่ยนยาง ?

คำถามยอดฮิตสำหรับลูกค้าก่อนออกเดินทางระยะไกล วันนี้เรามีวิธีสังเกตง่ายๆ เบื้องต้นมาบอกทุกท่าน

ระยะเวลาในการใช้รถ หรือ ระยะเวลาตั้งแต่เปลี่ยนยางมา ไม่ควรเกิน 3 ปี หรือ ไม่ควรเกิน 60,000 กิโล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรมองสภาพของยางเป็นหลัก ว่า

wheel2

1. มีรอยแตกลายงา ร้าว ปริหรือไม่

2. แข็งกระด้างเกินไปหรือไม่

3. ดอกยังเหลือหรือไม่ ถ้าร่องยางยังไม่ตื้นกว่า 1.6 มิลลิเมตร ก็สามารถใช้งานต่อได้

4. ยางบวมหรือไม่

5. มีแผลที่แก้มยางหรือไม่

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเช็คสภาพยางเบื้องต้น ของรถยนต์ของท่านได้แล้วนะคะ แต่หากใครมีปัญหาเรื่องยาง หรือมีคำถามใดๆเกี่ยวกับเรื่องยาง ต้องการช่างผู้เชี่ยวชาญไปช่วยเช็ค เปลี่ยนยาง ให้รถของท่าน Fixzy Auto ก็มีช่างพร้อมให้บริการคุณอยู่นะคะ โดยสามารถแจ้งปัญหาผ่าน Fixzy Auto ได้ ผ่าน Line : @fixzyauto หรือ ติดต่อมาหาเราทางโทรศัพท์ได้ที่ เบอร์ 02-732-3638 สะดวกช่องทางไหนเรียกใช้บริการกันเข้ามาได้เลยนะคะ

จะเคลือบสีรถทั้งที ต้องดูอะไรบ้าง ?

ประเภทของการเคลือบสีรถแต่ละประเภท ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา และข้อดีข้อเสียของการเคลือบรถแต่ละประภท

wax

ประเภทของการเคลือบสีรถ

  • wax เคลือบสีรถ
  • เคลือบซิลิโคน
  • เคลือบแก้ว
  • เคลือบเซรามิค
  • เคลือบฟิลม์ หรือ สติ๊กเกอร์

ปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา

  • ประเภทของน้ำยา หรือ film

– แวกซ์ ประเภทครีม และการขัดเคลือบสีโดยใช้แวกซ์ ประเภทน้ำ

– เคลือบแก้วแท้ หรือ เคลือบแก้วผสม

– Film ใส , Film สี, Film ไทเทเนียม, Film คาร์บอน ,Film กันกระสุน

  • คุณภาพของน้ำยา หรือ Film ที่ใช้

– ค่าความแข็งของเคลือบแก้ว 1H-9H

– ความหนาของไมครอน

– ความคงทนของ Film แต่ละประเภท

– Film กัน UV หรือไม่

– ขั้นตอนกระบวนการทำ (ที่ส่งผลต่อคุณภาพของผลงาน)

– การบริการก่อน และหลังการขาย

ตารางเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ของการเคลือบรถแต่ละประเภท

การแวกซ์

  • เน้นความเงาฉ่ำของผิวสีรถมาก
  • ไม่ได้เน้นเรื่องการปกป้องรถจากสะเก็ดหิน
  • ระยะยาวอาจมีผลกระทบต่อสีรถ
  • ไม่คงทน ดังนั้น ต้องทำซ้ำอยู่บ่อยครั้ง
  • ราคาถูก

การเคลือบซิลิโคน 

  • มีความเงางามใสเหมือนกระจกรองมาจากการเคลือบแก้ว
  • สามารถปกป้องสีรถจากควันรถ และ UV ได้ระดับหนึ่ง
  • ทำความสะอาดง่าย คราบน้อย ฝุ่นน้อย
  • เน้นอายุการใช้งานที่ค่อนข้างนาน 1-1.5 ปี แต่น้อยกว่าเคลือบแก้ว
  • ราคาปานกลางมากกว่าแวกซ์แต่น้อยกว่าเคลือบแก้ว และติดฟิลม์ใส

การเคลือบแก้ว / เคลือบเซรามิก

  • ต้องการทั้งความเงางาม ใสเหมือนกระจก แต่ความฉ่ำจะน้อยกว่าแวกซ์นิดหน่อย
  • แข็งแรงทนทาน ปกป้องสีรถจากมลภาวะ เสก็ดหิน และแสง UV ได้ดี
  • ทำความสะอาดง่าย คราบน้อย ฝุ่นน้อย
  • อายุการใช้งานคงทนและยาวนาน
  • มีราคาค่อนข้างสูง

การติดฟิล์มใสกันสะเก็ดหิน 

  • เน้นการปกป้องรถเป็นหลัก
  • สามารถเปลี่ยนใหม่ได้ทุกเมื่อที่ต้องการ
  • ไม่ได้เน้นเรื่องความเงางามของตัวรถ
  • เน้นอายุการใช้งานที่ยาวนาน
  • มีงบประมาณสูง

โดยสามารถแจ้งปัญหาผ่าน Fixzy Auto ได้ ผ่าน Line : @fixzyauto หรือ ติดต่อมาหาเราทางโทรศัพท์ได้ที่ เบอร์ 02-732-3638 สะดวกช่องทางไหนเรียกใช้บริการกันเข้ามาได้เลยนะคะ

4 เรื่องง๊ายง่ายในการดูแลรถ

“รถยนต์” เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้การดำเนินชีวิตของเราในแต่ละวันเป็นเรื่องที่ง่าย และสะดวกขึ้น ดังนั้น การดูแลรถก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้รถคงอยู่กับเราในสภาพดี และสามารถใช้งานได้นานที่สุด เพราะคงไม่มีใครอยากใช้รถที่เลอะเขรอะ ฝุ่นเกาะกันหรอกใช่มั๊ยคะ เราไปดูกันดีกว่า ว่าเรื่องง่ายๆในการดูแลรถของเรานั้นมีอะไรบ้าง ?

1. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นแรง

ไหนๆๆใครชอบซื้ออะไรไปทานบนรถบ้างคร๊า  ขอเสียงหน่อย!!…. เงียบกริบ 555 เป็นเรื่องปกติเนอะ หากเราจะชอบซื้อของทานเล่นไว้ทานบนรถเพราะบางที เจอรถติดนานๆ จนท้องร้องไปหลายยกแล้วก็ยังไม่ถึงบ้านซักที แต่ของทานเล่นบางชนิดก็ควรจะยกเว้นเนอะ เช่น ทุเรียน ปลาหมึกอบกรอบ ถึงจะชอบแค่ไหนก็ควรจะหลีกเลี่ยงนะคะ เพราะกลิ่นของอาหารเหล่านั้นจะติดรถคุณไปอีกนานกันเลยทีเดียว

2. ไม่ทิ้งสิ่งของไว้ในรถ

“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ต้องใช้อีกเอาไว้ในรถนั่นแหละ” ใครเป็นบ้างเอ่ย ? หากเป็นแบบนี้ทุกวัน สิ่งของที่ทิ้งไว้จะต้องเพิ่มจาก 1 ไปถึง 10 แน่ๆ อย่าลืมนะคะ ยิ่งน้ำหนักรถเพิ่มขึ้นมากเท่าไหร่ รถก็จะยิ่งกินน้ำมันมากขึ้นด้วย และยังทำให้รถรกไม่น่านั่งอีกด้วยค่ะ

3. หมั่นเช็คลมยาง

เรื่องสำคัญมากๆ ที่จะลืมกันไม่ได้เลย เพื่อรักษายางให้ใช้งานได้ตามเวลาที่ควรจะเป็น และเพื่อเป็นการลดการเกิดอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น เราจึงควรหมั่นเช็ค และเติมลมยางอย่างสม่ำเสมอ และควรเติมตามมาตรฐานที่กำหนดนะคะเพราะหากเติมมากไปหรือน้อยไป จะส่งผลให้อายุการใช้งานลดลงได้เช่นกันค่ะ

4. ล้างทำความสะอาดเป็นประจำ

รถใช้งานทุกวันเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคราบฝุ่นละออง คราบดิน อื่นๆ เกาะกับตัวรถ และหากเราปล่อยทิ้งไว้ไม่หมั่นล้างทำความสะอาดก็จะทำให้เกิดสนิม สีรถดูเก่า กลายเป็นสีด้าน แต่การล้างรถหากขาดความรู้ ล้างไม่ถูก เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ผิดก็อาจจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสีรถได้นะคะ

หากใครอยากล้างรถแต่ไม่มีเวลาขับรถไปล้าง Fixzy มีบริการไปล้างรถให้ถึงบ้าน ถึงออฟฟิตด้วยนะ สะดวกสบาย หายห่วงแบบนี้กดจองโปรโมชันล้างรถ-เคลือบสี ถึงบ้านได้เลย http://bit.ly/2f05iLr

ดาวน์โหลดแอป Fixzy ได้ที่ App Store : http://apple.co/2dhs0Qe  หรือ Play Store : http://bit.ly/2djvYpq

10 จุดสำคัญในบ้านที่ควรดูแลให้ปราศจากเชื้อโรค

บ้านเป็นที่อยู่อาศัยที่เราใช้พักพิง เป็นสถานที่ที่เราคิดว่าปลอดภัยที่สุด แต่จะมีใครฉุกใจคิดหรือไม่ว่าที่บ้านนั้นก็มีแหล่งสะสมเชื้อโรคที่จะเป็นภัยร้ายพร้อมที่จะทำลายสุขภาพเราอยู่ด้วยเช่นกัน เราไปดูกันซิว่าส่วนไหนของบ้านที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่เรามักหลงลืมที่จะทำความสะอาดกันบ้างค่ะ

1. รีโมททีวี  เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดีที่เรามักคิดไม่ถึง เนื่องจากต้องผ่านมือหลายคน อีกทั้งบางคนชอบกินขนมไปดูทีวีไปเวลาจะกดเปลี่ยนช่องทีก็คงจะต้องมีเศษอาหารคราบมันต่างๆติดมากันบ้างละ เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว เราจึงต้องหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดีของคนในบ้านนะคะ

วิธีทำความสะอาดรีโมททีวี : ใช้ผ้าชุปแอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาด และใช้คอตตอนบัดชุบแอลกอฮอล์เช็ดตามซอกต่างๆที่ผ้าเช็ดไม่ถึงเท่านี้ก็เป็นการป้องกันเชื้อโรคต่างๆอีกทางหนึ่งแล้วค่ะ

2. โทรศัพท์มือถือ เป็นสิ่งที่ติดตัวเราแทบจะตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งเข้านอน เราแทบจะจับและสัมผัสอยู่ตลอดเวลา โทรศัพท์จึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่มาจากการสัมผัส มาพร้อมกับเหงื่อไคลบนนิ้วมือของเรา หากเราไม่หมั่นทำความสะอาดสิ่งสกปรกเหล่านี้ก็อาจจะแพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายเราได้ ดังนั้น การทำความสะอาดโทรศัพท์จึงเป็นเรื่องสำคัญ

วิธีทำความสะอาดโทรศัพท์มือถือ : ทำได้โดยใช้ผ้าชุบแอลกอฮอล์หมาดๆ เช็ดทำความสะอาด

3. โซฟา พอกลับมาบ้านก็อยากจะนั่งพักบนโซฟาให้หายเหนื่อยใช่มั๊ยละคะ จึงไม่แปลกหากจะมีคราบเหงื่อไคล และฝุ่นละอองต่างๆ จากตัวเราติดสะสมหมักหมมอยู่บนโซฟา เราจึงต้องทำความสะอาดโซฟาที่บ้านกันด้วยนะคะ

วิธีทำความสะอาดโซฟา : ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดทำความสะอาดแล้วเทน้ำส้มสายชูลงบนผ้าหมาดๆ เช็ดบนจุดที่เปื้อนเป็นพิเศษ และใช้ผ้าชุบน้ำสบู่อ่อนๆ เช็ดทำความสะอาด ตากไว้ให้แห้งหรืออาจจะนำไดร์เป่าผมมาเป่าเพื่อให้แห้งเร็วยิ่งขึ้น

4. ตู้เย็น ตู้เย็นเป็นแหล่งเก็บอาหารและเครื่องสำอางค์น้ำหอมต่างๆ เมื่อใช้ไปซักพักก็คงจะเกิดคราบสกปรก และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นในตู้เย็นของเรา การทำความสะอาดตู้เย็นก็สำคัญนะคะ

วิธีทำความสะอาดตู้เย็น : ถอดปลั๊กออก นำของทุกอย่างที่อยู่ในตู้เย็นออกมา จากนั้นถอดชึ้นส่วนของตู้เย็นออกมาล้างทำความสะอาด และใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดทำความสะอาดซอกต่างๆ ในตู้เย็น ประกอบชิ้นส่วนกลับให้เข้าที่ นอกจากนี้ควรหมั่นเช็คอาหารในตู้เย็นด้วยหากอาหารชนิดใดหมดอายุให้เก็บทิ้งไม่ควรปล่อยแช่ไว้ให้เน่าเสียคาตู้นะคะ

5. ฟองน้ำล้างจาน เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค เนื่องจากเราใช้ล้างทำความสะอาดจาน ชามทุกวัน จึงไม่แปลกที่จะมีแบคทีเรียจากเศษอาหารต่างๆ ติดอยู่ อีกทั้งยังมีความชื้นทำให้เกิดเชื้อรา ไวรัสต่างๆได้อีกด้วย เราจึงควรทำความสะอาดเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย

วิธีทำความสะอาดฟองน้ำล้างจาน : นำฟองน้ำไปแช่น้ำ 1 แกลลอน และผสมสารฟอกขาวลงไป เพียงเท่านี้คุณก็สามารถใช้ฟองน้ำได้อย่างสบายใจไร้กังวัลเรื่องเชื้อโรคแล้วค่ะ

6. ฝักบัวอาบน้ำ โดยปกติเราอาบน้ำกันทุกวันอย่างต่ำก็วันละ 2 รอบ แล้วเคยสังเกตกันหรือไม่ว่าฝักบัวที่เราใช้กันเป็นประจำนั้นมีคราบตะกอนฝังอยู่ และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แรงดันน้ำน้อย อีกทั้งฝักบัวที่เราใช้ยังเป็นแหล่งที่อยู่ของแบคทีเรียขนาดเล็กอีกด้วย เพื่อลดปัญหาคราบตะกอนต่างๆ และเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรีย

วิธีทำความสะอาดฝักบัวอาบน้ำ : ใช้แปรงสีฟันขัดที่บริเวณหัวฝักบัว หรือนำน้ำส้มสายชูใส่ในถุงพลาสติกและเอาไปมัดบริเวณหัวฝักบัว แช่ทิ้งไว้ 1-2 ชั่วโมง เพียงเท่านี้คราบที่ฝังอยู่ก็หลุดออกได้อย่างง่ายดายแล้วค่ะ

7. เครื่องซักผ้า  เป็นสิ่งที่ช่วยทำความสะอาดเสื้อผ้าให้กับเรา ในบางครั้งเราก็เผลอลืมไปว่าเครื่องซักผ้าที่ช่วยชะล้างทำความสะอาดก็สามารถสกปรกได้เหมือนกัน เนื่องจากเครื่องซักผ้าที่เราใช้อยู่เป็นประจำนั้นจะมีคราบตกค้างจากผงซักฟอกที่ละลายไม่หมดติดอยู่ และยังมีคราบเหงื่อไคลติดอยู่ตามซอกต่างๆอีก แล้วยิ่งเวลาซักผ้าเสร็จแล้วหากใครปิดถังใส่น้ำยา และฝาเครื่องซักผ้าทันทีจะยิ่งเพิ่มความอับชื้น ซึ่งทำให้เกิดเชื้อรา และแบคทีเรียนั่นเองค่ะ เมื่อถึงคราวซักผ้าครั้งต่อไปสิ่งสกปรกเหล่านั้นก็จะไปติดกับเสื้อผ้าของคุณได้นะคะ ดังนั้นเราจึงควรทำความสะอาดเครื่องซักผ้าด้วยการชำระล้างสิ่งสกปรกออกไปบ้างนะคะ ว่าแต่เครื่องซักผ้าที่บ้านคุณได้ล้างทำความสะอาดครั้งล่าสุดตอนไหนค่ะ หากยังไม่เคยล้างเครื่องซักผ้าเลย ลองใช้บริการ >> ล้างเครื่องซัก << ผ้าจากเราได้นะคะ

8. มุ้งลวด ช่วยป้องกันไม่ให้สิ่งที่ไม่พึ่งประสงค์ต่างๆ เข้ามาภายในบ้าน หากสังเกตจะพบว่ามุ้งลวดนั้นมีฝุ่นเกาะเร็วมาก และจะหนาขึ้นเรื่อยๆ มุ้งลวดจึงเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค จุดสำคัญที่ควรหมั่นทำความสะอาดนะคะ

วิธีทำความสะอาดมุ้งลวด : ถอดมุ้งลวดออกมา ใช้ไม้ขนไก่ปัดฝุ่นออก และนำฟองน้ำชุบผงซักฟอกเช็ดล้างทำความสะอาด หลังจากนั้นนำไปผึ่งแดดให้แห้ง เพียงเท่านี้คุณก็สามารถสูดอากาศเข้าปอดได้อย่างเต็มที่โดยไร้กังวลเรื่องฝุ่นละอองแล้วค่ะ

9. ฟูกนอน เป็นสิ่งที่เราต้องสัมผัสทุกวัน วันละหลายๆ ชั่วโมง คงจะเป็นธรรมดาที่จะมีฝุ่นผงต่างๆไปเกาะอยู่ อีกทั้งเวลาเรานอนก็คงจะมีบ้างที่จะมีเศษผมล่วงติดลงไป ทำให้เกิดการสะสมของทั้งฝุ่นเศษผงและเส้นผมต่างๆ ทำให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และเป็นจุดที่เรามักจะมองข้ามไปไม่ค่อยได้ทำความสะอาดเพราะคิดว่าเปลี่ยนผ้าปูที่นอนก็พอซึ่งจริงๆ แล้วไม่เพียงพอนะคะ  ซึ่งวิธีที่ทำความสะอาดฟูกนั้นก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะคะ

วิธีทำความสะอาดฟูกนอน : โดยสามารถทำความสะอาดฟูกได้ด้วยการใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดทำความสะอาด หรือหากฟูกของเรานั้นมีคราบต่างๆ เปื้อนอยู่ให้ผสมไอโซโพรพิลแอลกอฮอล์กับน้ำอุ่นแล้วใช้ฟองน้ำเช็ดไปตรงจุดที่เปื้อนใช้น้ำเช็ดออกแล้วใช้พัดลมเป่าให้แห้ง หลังจากนั้นใช้น้ำยาฆ่าเชื้อโรคทั่วไปฉีดทำความสะอาดอีกครั้ง เท่านี้คุณก็สามารถนอนหลับสบายไร้กังวลเชื้อโรคต่างๆ แล้วค่ะ

10. ถังขยะ เป็นที่รองรับขยะซึ่งก็ขึ้นชื่อเรื่องเชื้อโรคอยู่แล้ว ดังนั้นคงจะไม่แปลกเท่าไหร่หากถังขยะจะกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค และปกติเรามักจะนำถุงดำมารองถังขยะอีกทีทำให้ถังขยะไม่ได้สัมผัสกับขยะโดยตรงเราจึงคิดว่าแค่มัดปากถุงขยะแล้วนำไปทิ้งนอกบ้านเสียก็จบ แต่ในความเป็นจริงแล้วถึงแม้ว่าจะมีถุงดำมารองรับขยะแต่น้ำหรือเศษต่างๆจากขยะในถุงก็สามารถรั่วซึมถึงถังขยะได้ด้วยเช่นกันนะคะ ดังนั้นจึงควรต้องล้างทำความสะอาดถังขยะ และตากแดดฆ่าเชื้อโรคด้วยทุกครั้ง

 

จะเห็นได้ว่าบริเวณทั้ง 10 จุดนี้ เป็น 10 จุดสำคัญที่เชื้อโรคชอบไปอาศัยอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเราในแต่ละวันเลยนะคะ ดังนั้น เวลาเราทำความสะอาดบ้านเราจึงควรหมั่นทำความสะอาดให้ทั่วถึงไม่ควรมองข้ามจุดเล็กๆ น้อยๆ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงของคนในบ้านนะคะ แต่หากคุณไม่มีเวลา หรือต้องการผู้ช่วย Fixzy มีบริการแม่บ้านรายวันพร้อมให้บริการคุณอยู่น้า จองบริการแม่บ้านรายวันได้ที่ >> บริการแม่บ้านมือโปร

รวมการเดินทางไปสักการะพระบรมศพ

ช่วงนี้มีพี่น้องชาวไทยจำนวนมากเดินทางไปร่วมลงนามถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ณ พระบรมมหาราชวัง หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนจึงร่วมใจกันบริการอำนวยความสะดวกให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้เดินทางกันอย่างสะดวกมากยิ่งขึ้น Fixzy จึงรวบรวมข้อมูลการเดินทางที่หน่วยงานจัดบริการให้ ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ค่ะ

เส้นทางเดินรถโดยสาร

เนื่องจากช่วงนี้มีประชาชนเดินทางไปเป็นจำนวนมากทางหน่วยงานจึงมีการเพิ่มจำนวนรถโดยสารมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยจัดบริการรถเมล์โดยสารทั้งหมด 32 เส้นทาง มีรถเมล์ขสมก. 25 เส้นทาง  รถ Shuttle Bus  7 เส้นทาง และรถร่วมบริการขสมก. (รถเอกชน) 12 เส้นทาง

 

1

ภาพจาก องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ

 

เส้นทางเรือโดยสาร

เรือโดยสารข้ามฟาก ท่าวังหลัง (พรานนก) หรือท่าศิริราช อัตราค่าบริการ 3 บาท

of5fxlkp5PXqlh1GnNA-o

ภาพจาก Chao Phraya Express Boat

 

เส้นทางรถไฟฟ้า

เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT ให้ขึ้นสถานีปลายทางที่สถานีหัวลำโพง ออกประตูทางออกที่ 4 เพื่อต่อรถโดยสาร

เดินทางด้วยรถไฟฟ้า BTS ให้ลงที่สถานีสะพานตากสิน ออกประตูทางออกที่ 2 เพื่อต่อรถโดยสาร

เดินทางด้วยรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตลิ้งค์ ให้ลงที่สถานีพญาไท ต่อรถไฟฟ้า BTS ไปยังอนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เส้นเดินรถไฟฟ้า

ภาพจาก บริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)

บก. กองทัพไทยจัดบริการรถรับ – ส่ง ฟรี

บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00

เส้นทัพไทยภาพจาก เฟสบุ๊ค กองบัญชาการกองทัพไทย (Royal Thai Armed Forces)

รถรับส่ง – ฟรี จาก ขส.ทอ. กองทัพอากาศ

ขส.ทอ.กองทัพอากาศจัดบริการรถรับส่ง – ฟรี บริการทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น.

เส้นทัพอากาศ

ภาพจาก เฟสบุ๊ค กองบัญชาการกองทัพไทย (Royal Thai Armed Forces)

 

รถรับ-ส่งฟรี จากกระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬา

กระทรวงการท่องเที่ยวและการกีฬาจัดบริการรถรับ-ส่ง ฟรี ตั้งแต่เวลา 08.00-15.00 น. รถออกทุกๆ 2 ชั่วโมง โดยมี 4 เส้นทาง ดังนี้

  1. สนามศุภชลาศัย-สนามหลวง
  2. อนุเสาวรีย์ชัยสมรภูมิ (ฝั่ง รพ.ราชวิถี) – สนามหลวง
  3. สถานีรถไฟฟ้าวงเวียนใหญ่ – สนามหลวง
  4. สถานีขนส่งสายใต้เก่า (ตลิ่งชัน) – สนามหลวง

 

AIS รับส่ง – ฟรี

AIS จัดบริการรถรับ – ส่งฟรี 4 เส้นทาง ตั้งแต่เวลา 06.00 – 20.00 น.

AIS รับส่งฟรี

ภาพจาก เฟสบุ๊ค AIS

รับ – ส่งฟรี จากศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกต

ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า เวสต์เกตร่วมกับ ขสมก. จัดบริการรถรับ – ส่ง ฟรี ทุกวัน โดยประชาชนสามารถขึ้นได้บริเวณ KFC ชั้น 1 ตั้งแต่เวลา 05.00 – 24.00 น.

จุดบริการจอดรถฟรี

หากท่านใดขับรถไป ก็มีจุดจอดรถฟรีให้บริการ โดยสามารถนำรถไปจอดได้ที่

  1. ถนนดินสอ (สถานที่) จากสตรีวิทยา – แยกวิสุทธิ์กษัตนิย์ จำนวน  30 คัน
  2. ถนนพระสุเมรุ (สถานที่) จากแยกมหากาฬ – แยกวันชาติ จำนวน  20 คัน
  3. ถนนกรุงเกษม (สถานที่) จากแยกประชาเกษม – แยกมัฆวาน จำนวน 50 คัน
  4. ถนนพิษณุโลก (สถานที่) จากแยกสวนมิสักวัน – แยกวังแดง จำนวน  80 คัน
  5. สนามม้านางเลิ้ง (สถานที่) สนามม้านางเลิ้ง จำนวน 150 คัน
  6. ถนนกำแพงเพชร2 (สถานที่) ถนนกำแพงเพชร 2 จำนวน 100 คัน
  7. ถนนกำแพงเพชร5 (สถานที่) ถนนกำแพงเพชร 5 จำนวน 100 คัน
  8. ถนนกำแพงเพชร6 (สถานที่) ถนนกำแพงเพชร 6 จำนวน 200 คัน
  9. ลาดจอดรถโรงปูน (สถานที่) ลาดจอดรถโรงปูน 80 คัน
  10. ถนนอรุณอัมรินทร์ (สถานที่) ลาดจอดรถ ใต้สะพานพระราม 100 คัน

 

ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อนรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและร่วมถวายความอาลัย

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้า บริษัท ฟิกซิ จำกัด

Fixzy-User-Ver-3.5-logo-black

BTU แอร์ดูตรงไหน ?

หลายคนคงมีคำถามเกี่ยวกับ BTU แอร์กันว่า เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแอร์ที่บ้านที่เราใช้งานกันอยู่นั้นมีขนาด BTU เท่าไหร่ ? จะดูขนาด BTU แอร์ได้จากตรงไหน ? วันนี้ Fixzy จึงนำวิธีเช็คขนาด BTU แอร์ที่บ้าน มาฝากกันค่ะ สามารถนำไปใช้ตอนแจ้งล้างแอร์ผ่าน Fixzy ได้น๊า

โดยทั่วไปแล้วเราจะสามารถดูขนาด BTU ได้จากฉลากเบอร์ 5 ที่ติดไว้บริเวณคอมเพรสเซอร์ หรือบางรุ่นนั้น จะติดไว้ที่ข้างคอยล์เย็น เรามีตัวอย่างมาให้ดูด้วย
BTUOK

แต่หากเป็นแอร์ฝังในฝ้า จะดูได้จาก Name Plate ซึ่งจะติดอยูข้างๆ Condensing Unit  ซึ่งแอร์ทุกรุ่นที่ผ่านมาตรฐาน จะต้องมีแผ่นป้ายดังกล่าวติดอยู่ แต่หากแอร์ที่คุณๆใช้อยู่เป็นแอร์รุ่นเก่าก็ให้ดูจากแผ่นโลหะที่ตอกเลข BTU แอร์เอาไว้นะคะ  แต่ถ้าฉลากเหล่านั้นได้หลุดลอกออกไป หายเกลี้ยงแล้วหล่ะ ก็ยังเหลืออีกวิธีหนึ่งค่ะ นั่นคือ ถอดฝาครอบออก ซึ่งภายในจะมีรหัสติดอยู่ที่คอมเพลสเซอร์ นำรหัสตรงนั้นมาเปรียบเทียบในตารางข้อมูลคอมเพลสเซอร์ก็จะได้ข้อมูลที่ใกล้เคียงกันแล้ว

เพียงเท่านี้คุณก็สามารถเช็คขนาด BTU แอร์ที่บ้านของคุณได้แล้วนะคะ แต่หากใครมีปัญหาเรื่องแอร์ต้องการช่างแอร์ไปช่วยเช็ค ซ่อมแอร์ หรือติดตั้งแอร์ที่บ้าน Fixzy ก็มีช่างแอร์พร้อมให้บริการคุณอยู่นะคะ โดยสามารถแจ้งปัญหาผ่าน Fixzy ได้ 3 ช่องทาง ช่องทางแรกผ่าน App ดาวน์โหลดแอปฯ Fixzy ได้ที่ App Store : http://apple.co/2dhs0Qe   Play Store : http://bit.ly/2djvYpq  ผ่านเว็บไซต์ : www.fixzy.net และผ่าน Line : http://bit.ly/2dGyao สะดวกช่องทางไหนเรียกใช้บริการกันเข้ามาได้เลยนะคะ

ขอขอบคุณรูปภาพ ร้านแอร์ระยอง

น้ำยาแอร์ R22 และ R32 ต่างกันอย่างไร ?

น้ำยาแอร์ R22 และ R32 ต่างกันอย่างไร ?

มีใครสงสัยกันบ้างมั๊ยเอ่ย…ว่าสารทำความเย็น R22 และ สารทำความเย็น R32 นั้น คืออะไร ? แล้วแตกต่างกันอย่างไร ? วันนี้  Fixzy ได้นำข้อมูลของสารทำความเย็น  R22 และ R32 มาไขข้อข้องใจให้เพื่อนๆ กันแล้วค่ะ

สารทำความเย็น R22 นั้นทุกคนคงจะรู้จัก และคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเพราะ R22 เป็นสารทำความเย็นที่ใช้กันแพร่หลายในปัจจุบันสำหรับแอร์บ้านทั่วไป

สารทำความเย็น R32 คือ สารทำความเย็น หรือน้ำยาแอร์ เจเนอเรชันใหม่ที่ผลิตขึ้นเพื่อช่วยประหยัดพลังงาน ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม และเพื่อลดการปล่อยสาร CFC ที่ทำลายชั้นบรรยากาศ ตามนโยบายของกรมโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการให้ยกเลิกการใช้สาร R22 แบบขั้นบันไดจนกระทั่งเป็นศูนย์ในปี 2573 ตามที่ไทยได้ลงนามสนธิสัญญาตามพิธีสารมอนทรีออล ที่กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องยกเลิกใช้สารดังกล่าว ซึ่งสารทำความเย็น R32 นี้ส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนน้อยกว่าสารทำความเย็นปัจจุบัน R410A ถึง 3 เท่า  และยังให้ประสิทธิภาพการทำความเย็นมากกว่า R22 ถึง 60%

ข้อดีของการใช้สารทำความเย็น R22

  • สารทำความเย็น R22 จัดอยู่ในกลุ่ม A1  คือเป็นสารที่ไม่ติดไฟจึงปลอดภัยต่อการใช้งาน
  • สารทำความเย็น R22 มีคุณสมบัติไม่มีสีไม่มีกลิ่น จึงไม่ก่อให้กิดอันตรายต่อร่างกายมนุษย์

ข้อเสียของการใช้สารทำความเย็น R22

  • สารทำความเย็น R22 เป็นสารที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ถ้ารั่วสู่อากาศหากจำนวนไม่มากก็ไม่ค่อยเป็นอันตรายเท่าไหร่ แต่หากรั่วออกมาเป็นจำนวนมากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อทางเดินหายใจ
  • มีค่าในการทำลายโอโซน
  • มีค่าก่อให้เกิดภาวะเรือนกระจก

ข้อดีของการใช้สารทำความเย็น R32

  • มีค่า GWP ( Global Warming Potential) ที่ต่ำกว่า R410A
  • R32 ใช้สารทำความเย็นน้อยกว่ารุ่นเดียวกัน
  • ประหยัดพลังงานได้มากกว่า
  • จุดเดือดน้ำยาของ R32 ต่ำสุด ทำให้คอมเพลสเซอร์ทำงานเบาสุด ส่งผลให้ได้ค่าประสิทธิภาพการทำความเย็นดีกว่า และเย็นเร็วกว่า R410A และ R22
  • ราคาสารทำความเย็น ของ R32  ถูกกว่า R410 A

ข้อเสียของการใช้สารทำความเย็น R32

สารทำความเย็น R32 จัดอยู่ในกลุ่ม A2 ซึ่งมีคุณสมบัติติดไฟได้เล็กน้อยต่างจากสารทำความเย็นชนิดอื่นที่จัดอยู่ในกลุ่ม A1 ซึ่งไม่มีคุณสมบัติในการติดไฟ แต่การที่สารทำความเย็น R32 จะติดไฟได้นั้นจะต้องมีความเข้มข้นของตัวน้ำยาอยู่พอสมควรหากใช้น้ำยาในปริมาณที่น้อย ก็จะติดไฟน้อย เบื้องต้นจึงได้เริ่มใช้สารทำความเย็น R32 กับเครื่องปรับอากาศที่มีขนาดต่ำกว่า  24,000  BTU ก่อน

และเนื่องจากในปัจจุบันโลกได้มีการรณรงค์เรื่องการลดภาวะโลกร้อน จึงมีแนวโน้มสูงที่โลกจะมีการเปลี่ยนมาใช้สารทำความเย็น R32 เพราะสารทำความเย็น R32 จะช่วยลดความร้อนที่จะถูกปล่อยออกมาสู่บรรยากาศได้ดีกว่าสารทำความเย็นชนิดอื่นๆ ทำให้อัตราความร้อนที่จะทำให้โลกร้อนนั้นมีน้อยกว่าสารทำความเย็นชนิดอื่นๆด้วยเช่นกัน  นับว่าเป็นเรื่องดีอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียวนะคะหากการเปลี่ยนแปลงจะช่วยลดปัญหาโลกร้อนของเราได้

หากใครมีปัญหาเรื่องแอร์ ไม่ว่าจะเป็นแอร์ไม่เย็น เปิดไม่ติด น้ำหยดต้องการหาช่างไปช่วยซ่อมแอร์ Fixzy มีช่างแอร์มืออาชีพพร้อมให้บริการท่านอยู่นะคะ โดยสามารถ แจ้งปัญหาผ่าน Fixzyได้ 3 ช่องทาง ดังนี้

  1. ผ่านแอป ดาวน์โหลดแอปฯ Fixzyได้ที่
    App Store : http://apple.co/2dhs0Qe
    Play Store : http://bit.ly/2djvYpq
  2. ผ่านเว็บไซต์ :www.fixzy.net
  3. ผ่าน Line : http://bit.ly/2dGyao

สัญลักษณ์เพื่อความมั่นใจจาก Fixzy

“เราคัดสรรการบริการที่มีคุณภาพเชื่อถือได้”

เพื่อช่วยจัดการปัญหาแทนคุณ

FIXZY แอปพลิเคชันรายแรกของประเทศไทยที่ช่วยให้การหาช่างซ่อมบ้านมีความสะดวก และปลอดภัยมากขึ้น โดยผู้ใช้สามารถหาช่างได้ครอบคลุมทุกปัญหางานซ่อม และงานบริการภายในบ้าน ทั้งเรื่อง ระบบน้ำ ระบบไฟ งานโครงสร้าง งานบริการ ล้างแอร์ กำจัดปลวก หรือทำความสะอาดบ้าน

FIXZY ไม่เพียงแต่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาเรื่องการหาช่างซ่อมยากเท่านั้น!! แต่ยังเข้ามาช่วยคัดกรองช่าง เพื่อยกระดับคุณภาพช่างไทยอีกด้วย โดยทาง Fixzy มีการตรวจสอบตัวตนช่าง เก็บประวัติช่าง ก่อนนำไปตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ผู้ใช้จึงมั่นใจได้ว่าช่างมีตัวตนแน่นอน และสามารถติดตามได้เมื่อเกิดปัญหาขึ้น  นอกเหนือจากนั้น Fixzy ยังคัดสรรช่างที่มีประวัติการทำงานดี ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าตลอดทุกการให้บริการ และคัดสรรช่างที่มีเงินประกันข้าวของความเสียหายที่เกิดจากการให้บริการ มาให้ผู้ใช้งานได้เลือกใช้บริการอีกด้วย โดยทาง Fixzy จะทำการออกตราสัญลักษณ์ให้กับช่าง เพื่อแสดงถึงความน่าเชื่อถือของช่าง ซึ่งมีตราสัญลักษณ์ 4 ตราหลักๆ คือ

Fixzy Recommended (ตราสีเหลือง)

เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่างมีประวัติการทำงานดี เป็นช่างที่ Fixzy แนะนำ

Card Verified Active

ID Card Verified (ตราสีม่วง) 

เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่างมีการส่งเอกสารสำคัญเข้ามาให้กับ Fixzy ครบถ้วน

Police Verified Active

Police Verified (ตราสีเขียว)

ช่างที่เป็นบุคคลธรรมดา : จะผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรมเรียบร้อยแล้ว

ช่างที่เป็นนิติบุคคล : เป็นช่างที่มีการยืนยันหนังสือรับรองบริษัทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เรียบร้อยแล้ว

Home Care Insurance (ตราสีส้ม)

เพื่อแสดงให้เห็นว่าช่างมีเงินประกันข้าวของความเสียหายที่เกิดจากการให้บริการ สูงสุด 3,000 บาท