Fixzy Fix Fast หาช่าง ง่ายๆ กับ FixzyFixzy Fix Fast หาช่าง ง่ายๆ กับ Fixzy

พื้นลามิเนตวัสดุยอดฮิตสำหรับบ้านในยุคนี้

          ปัจจุบันพื้นไม้ลามิเนตเป็นวัสดุที่ได้รับความนิยมใช้งานอย่างมากในบ้านสมัยใหม่ เนื่องจากติดตั้งง่าย มีให้เลือกหลากหลาย สวยงามและคงทน ซึ่งไม้ลามิเนตนั้นเป็นไม้สำเร็จรูปที่อัดแน่นรวมกันเป็นแผ่นมีผิวเหมือนไม้จริง เหมาะกับการใช้ปูพื้นบ้าน คอนโด  สำนักงาน อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเด่นๆ เหมาะแก่การเลือกไปใช้งานดังนี้

     1. พื้นลามิเนตมีลวดลายและเฉดสีมากมายหลากหลายให้เลือกใช้ตามความต้องการของผู้ใช้งาน

     2. มีหลากหลายราคาให้เลือก ตั้งแต่ถูกไปจนถึงแพง

     3. พื้นลามิเนตดูแลรักษาง่าย หากเกิดชำรุดเสียหายสามารถเลือกเปลี่ยนแผ่นไม้เฉพาะจุดได้

     4. ทำความสะอาดง่าย ใช้เครื่องดูดฝุ่นหรือผ้าบิดน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดก็เพียงพอแล้วค่ะ

     5. ผิวของพื้นไม่ทำให้ลื่นล้ม เหมาะมาก สำหรับบ้านที่มีเด็กและผู้สูงอายุ

     6. เนื่องจากพื้นไม้ลามิเนตมีสารเคลือบกันลอยขีดข่วน ทำให้ทนทานต่อการเกิดรอยขีดข่วน

                   และเพื่อให้ผู้ใช้ทุกท่านสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม เราก็มี “ข้อควรระวังในการใช้งาน” มาฝากกัน ดังนี้ค่ะ

      1. พื้นที่ติดตั้งไม้ลามิเนตต้องได้ระดับ พื้นต้องเรียบไม่เป็นคลื่น ไม่เช่นนั้นแล้วอาจทำให้เกิดเสียงเวลาเดินได้

      2. พื้นไม้ลามิเนตนั้นไม่ชอบความชื้นหากปล่อยให้พื้นได้รับความชื้นบ่อยๆ จะทำให้พื้นบวมพองนะคะ

      3. หลีกเลี่ยงการติดตั้งพื้นไม้ลามิเนตบริเวณที่มีแสงแดดส่องเพราะจะทำให้สีของพื้นซีดจาง

      4. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำยาทำความสะอาดพื้นที่มีฤทธิ์กัดกร่อน เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายแบบถาวรกับพื้นไม้ได้ค่ะ

          จากคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นนั้นหากใครที่กำลังมองหาวัสดุปูพื้นอยู่ พื้นไม้ลามิเนตก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยเลยนะคะ การดูแลรักษาก็ไม่ยากอย่างที่คิด และสำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปเลือกชมไม้ลามิเนตจากร้าน PANTHERA ได้ที่ >> “PANTHERA” นะคะ  เพราะร้านนี้เค้าคัดสรรวัสดุชั้นดี ผ่านกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน EUROPEAN STANDARD ทำให้ไม้จากร้าน PANTHERA เป็นพื้นไม้ลามิเนตคุณภาพสูงที่มีความทนทาน ได้มาตรฐานสากลค่ะ

Fixzy ยกระดับมาตรฐานการให้บริการ สู่ Version 4.0

               ช่วงปีที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายผลักดันประเทศให้ก้าวเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่นวัตกรรมจะเข้ามาเป็นแรงขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจเติบโต ก้าวไปสูความมั่นคงและมั่งคั่งมากยิ่งขึ้น  ซึ่ง Fixzy เองได้มีการพัฒนานวัตกรรมอยู่ตลอดเวลาเพื่อยกระดับงานบริการของช่างและผู้ให้บริการเกี่ยวกับบ้าน

               และในปีนี้ถือเป็นปีที่สำคัญอีกปีหนึ่งของเราที่จะผลักดันนวัตกรรมยกระดับมาตรฐานบริการและ Platform ให้ก้าวจาก Fixzy Version 3.0 ไปยัง Fixzy Version 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

               เมื่อ 2 ปีที่แล้ว Fixzy ได้เปิดให้บริการ โดย Fixzy ตั้งใจเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับงานบริการเกี่ยวกับบ้าน ไม่ว่าจะเป็นช่องทางในการหาช่าง คุณภาพฝีมือ ราคา หรือความน่าเชื่อถือ Fixzy ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มช่องทางในการหาช่างและพัฒนาการให้บริการทั้งในเรื่องระบบและการบริการของช่างอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้บริการมากที่สุด อีกทั้ง Fixzy ยังเข้ามาช่วยคัดกรองช่าง เพื่อยกระดับคุณภาพช่างไทย โดยการคัดสรรช่างก่อนเข้าสู่ระบบ มีการเก็บเอกสารช่าง ยืนยันตัวตน และตรวจสอบประวัติอาชญากรรมจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อความปลอดภัยและเพิ่มความมั่นใจให้กับลูกค้าที่ใช้บริการช่างในระบบ   และนอกจากนี้ Fixzy ยังได้นำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มช่องทางเพิ่มโอกาสในการรับงานของช่างทำให้ช่างมีรายได้ที่มากขึ้นอีกด้วย

Fixzy Version 4.0 จะทำอะไรบ้าง?

               หลังจาก Fixzy ได้เปิดให้บริการมากว่า  2 ปี และในปีนี้ เราพร้อมให้บริการ Version 4.0 แล้ว  โดยการยกระดับคุณภาพช่าง ผลักดันให้ช่างเกิดการพัฒนาฝีมือให้มีคุณภาพและได้มาตรฐาน เพิ่มทักษะแรงงานให้มีความรู้ความสามารถมากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าที่ใช้บริการช่างในระบบของเรา อีกทั้งในปีนี้เราจะเข้ามามีบทบาทในวงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้นด้วยการพัฒนาบริการหลังการขายให้มีประสิทธิภาพ ให้ลูกบ้าน เจ้าของโครงการหมู่บ้าน และผู้ให้บริการเกี่ยวกับบ้าน รวมไปถึงนิติบุคคลต่างๆสามารถตอบสนองทุกความต้องการของกลุ่มผู้ผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น

               คุณรัชวุฒิ  พิชยาพันธ์ CEO ของ “Fixzy”   ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า…  “เราจะมุ่งมั่นสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ด้วยความหวังที่ผมมั่นใจว่าระบบ Fixzy จะช่วยพัฒนาบริการหลังการขายซึ่งจะเป็นประโยชน์ให้กับลูกบ้าน เจ้าของโครงการหมู่บ้าน และผู้ให้บริการเกี่ยวกับบ้าน รวมไปถึงนิติบุคคลต่างๆ และ  Fixzy จะเป็นกุญแจดอกสำคัญในทุกๆ เรื่องของ Property Technology”

5 เหตุผลล้างแอร์ก่อนหน้าร้อนดียังไง?

ใกล้เข้าสู่หน้าร้อนกันแล้วปีนี้อากาศคงร้อนแบบสุดๆ อีกเช่นเคย ดูจากสภาพอากาศตอนนี้แล้วแค่ก้าวขาออกจากบ้านเหงื่อก็ท่วมตัวราวกับพึ่งเดินออกมาจากห้องน้ำยังไงยังงั้น แล้วลองคิดดูสิคะ ว่าถ้าถึงหน้าร้อนจริงๆ อากาศจะร้อนขนาดไหน ดังนั้นแล้วเราจึงต้อง   เตรียมความพร้อมรับมือกับสภาพอากาศที่ย่ำแย่แบบสุดๆ โดยเริ่มจากเครื่องปรับอากาศซุปเปอร์ฮีโร่ที่จะช่วยคลายร้อนให้กับเราก่อนเลยค่ะ หากใครทิ้งช่วงไม่ได้ล้างเป็นเวลานานก็สมควรแก่เวลาแล้วนะคะ เพราะหากรอล้างช่วงหน้าร้อนเลย Fixzy เกรงว่าจะไม่ทันการแอร์จะไม่เย็นทันใจ ว่าแล้วก็มาดูกันเลยดีกว่าล้างแอร์ช่วงนี้ดีกว่าช่วงหน้าร้อนยังไง

1. ไม่ต้องรอคิวนาน ในช่วงหน้าร้อนนั้นบรรดาเหล่าช่างแอร์ทั้งหลายจะฮอตกันเป็นพิเศษ เพราะใครๆ ก็ใจตรงกันเหมือนกับนัดกันไว้แล้วว่าจะล้างแอร์ช่วงนั้น ไม่พอแค่นั้นนะคะเพราะในช่วงหน้าร้อนแอร์ยังขายดีอีกด้วยทำให้ช่างต้องมีทั้งคิวล้าง ซ่อมแซม ติดตั้งเยอะแยะเต็มไปหมด ใครที่ตั้งใจจะล้างแอร์ช่วงนั้นคงต้องทำใจกันหน่อย เพราะด้วยความฮอตของช่างแล้วอาจจะทำให้คุณต้องรอคิวนานเป็นพิเศษ ทางที่ดีควรเตรียมตัวนัดคิวช่างไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ หรือล้างเสียตั้งแต่ตอนนี้  เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสภาพอากาศในช่วงหน้าร้อน

2.  เมื่อคิวช่างไม่รัดตัวช่างจึงมีเวลาให้เต็มที่ในการที่จะใส่ใจรายละอียดในการล้างทำความสะอาดได้มากยิ่งขึ้น เผลอๆ คุณอาจจะได้โปรโมชันเสริมจากช่างก็ได้นะคะ

3. ไม่ทำให้มีฝุ่นสะสม เพราะหากไม่ล้างแอร์เป็นเวลานานๆ จะทำให้มีฝุ่นสะสมก่อให้เกิดเชื่อโรคและแบคทีเรีย อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อการทำงานของแอร์อีกด้วย ดังนั้นไม่ว่าจะฤดูไหนๆ หากถึงเวลาก็ควรจะล้างเพื่อทำความสะอาดค่ะ

4. มีเวลาเตรียมตรวจเช็คสภาพแอร์ให้พร้อม หากพบว่ามีปัญหาจะได้ทำการซ่อมแซมกันก่อนเลย เพราะหากแอร์มีปัญหาแล้วมารู้ตัวอีกทีคือแอร์เสียใช้งานไม่ได้ แล้วพีคสุดตรงที่ดันมาเสียช่วงหน้าร้อนพอดีเกิดคิวช่างไม่ว่างคุณต้องรอนานเป็นอาทิตย์ อื้อหืออออ คุณอาจจะได้นอนร้อนเป็นไก่อยู่ในตู้อบไปซักพักเลยนะคะ

5. แอร์เย็นฉ่ำทันใจ ประสิทธิภาพการทำความเย็นของแอร์นั้นขึ้นอยู่กับการดูแลรักษาของเราด้วยนะ เช่น หากเราทิ้งระยะล้างแอร์ไว้เป็นเวลานานจนฝุ่นเริ่มจับตัวเป็นก้อน จะทำให้ลมแอร์ออกมาได้ไม่เต็มที่ส่งผลให้แอร์ไม่เย็นเท่าที่ควร หากเป็นอย่างนั้นคงจะทำให้หงุดหงิดไม่น้อยเลยจริงมั้ยคะ อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอยากจะล้างแอร์ช่างจาก Fixzy ยังมีคิวว่างอยู่น้าาา จอง “บริการล้างแอร์”                 หรือดาวน์โหลดแอปฯเพื่อซื้อหรือจองได้ที่

5 จุดทำความสะอาด เสริมมงคลให้บ้านต้อนรับตรุษจีน

วันตรุษจีนถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน ตามธรรมเนียมแล้วครอบครัวจะมารวมตัวกันเพื่อไหว้บรรพบุรุษ และรับประทานอาหารที่ล้วนแล้วแต่มีความหมายมงคลร่วมกัน ซึ่ง ก่อนจะถึงวันตรุษจีน ผู้คนก็จะเตรียมซื้อข้าวของต่างๆ จัดเตรียมสิ่งของ จัดตกแต่งบ้าน ทำความสะอาดชุดใหญ่ ตามความเชื้อนั้นการทำความสะอาดบ้านก่อนช่วงเทศกาล ถือเป็นการปัดเป่าสิ่งไม่ดีในปีที่ผ่านมาออกไปและเตรียมรับโชคลาภในปีใหม่เข้ามา ซึ่งการทำความสะอาดบ้านนั้นจะต้องทำก่อนวันตรุษจีน เพราะชาวจีนเชื่อว่าหากทำในวันนั้นจะเป็นการปัดเป่าโชคลาภ และสิ่งดีๆ ที่จะเข้ามาออกไป ดังนั้นก่อนจะถึงวันตรุษจีนเรามาเตรียมรับโชคและเสริมความเป็นสิริมงคลให้บ้าน ด้วยการทำความสะอาดบ้านตามวิธีด้านล่างนี้กันดีกว่าค่ะ

1. ทำความสะอาดหน้าบ้านต้อนรับพลังงานดี

โดยเริ่มตั้งแต่เก็บกวาดเช็ดถูทางเดิน  ประตู หน้าต่าง  และเก็บของให้เข้าที่ทำทางเดินให้โล่ง ไม่วางสิ่งของเกะกะกีดขวางทางเข้าบ้าน ขวางทางโชคลาภนะคะ

2. จัดวางสิ่งของในบ้านสร้างความสมดุล

จัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะสิ่งของที่มีรูปร่างต่างๆจะปล่อยชี่ออกมา (ชี่ คือ พลังงานที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต) หากวางสิ่งของให้เป็นระเบียบ บ้านจะเกิดความสมดุล ช่วยเรียกโชคลาภเข้ามาในบ้าน  อีกทั้งยังช่วยทำให้บ้านดูเป็นระเบียบเรียบร้อยจะหยิบจับอะไรก็ง่ายอีกด้วย

3. ทำความสะอาดห้องนอนเสริมความสัมพันธ์ที่ดีของคนในครอบครัว

ห้องนอนเป็นห้องที่แสดงถึงความรัก การจัดห้องควรจัดห้องให้ความรู้สึกที่อบอุ่น จัดวางสิ่งของในห้องให้เป็นระเบียบ ขนาดเตียงนอนต้องไม่กว้างจนเกินไปเพราะจะทำให้รู้สึกห่างเหินกันค่ะ และควรทำความสะอาด ซักผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม กำจัดฝุ่น จัดห้องให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก ให้ผู้อยู่รู้สึกสบาย เพียงเท่านี้ก็ช่วยเสริมสัมพันธ์อันดีให้กับครอบครัวให้รู้สึกรักและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้แล้วค่ะ

4. ทำความสะอาดห้องน้ำขจัดพลังงานด้านลบ

ภายในห้องน้ำนั้นนอกจากจะมีเชื้อโรคสิ่งสกปรกมากมายอาศัยอยู่แล้ว ยังเป็นแหล่งสะสมของพลังงานด้านลบซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของคนในบ้านอีกด้วย เช่นนี้แล้วจึงต้องทำความสะอาดห้องน้ำให้สะอาด สิ่งไหนไม่ใช้โละทิ้งไป เพื่อสุขภาพที่ดีของคนในบ้านและเพื่อขจัดปัดเป่าพลังงานด้านลบออกไป

5. ทำความสะอาดห้องครัวเรียกทรัยพ์ รับโชค

ห้องครัวเป็นห้องเรียกทรัพย์ ต้องทำความสะอาดให้เอี่ยมอ่อง จานชามบิ่นหรือแตกต้องไม่ใช้ จัดวางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้สะดวกส่งผลให้เงินทองไหลมาเทมา ช่วยเรียกโชคลาภเข้าบ้านอีกทั้งยังส่งผลต่อสุขภาพที่ดีของคนในบ้านด้วย

 

เป็นยังไงกันบ้างคะกับการทำความสะอาดบ้านเพื่อสริมโชคลาภ ไม่ยากเลยใช่มั้ยละ เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้วก็หยิบไม้กวาด สวมผ้ากันเปื้อน แล้วเริ่มลงมือทำความสะอาดบ้านกันได้เลยค่า แต่หากใครงานยุ่งจนไม่มีเวลา แต่อยากจะทำเพื่อความเป็นสิริมงคลให้กับบ้านแล้วละก็  Fixzy ก็มีบริการแม่บ้านทำความสะอาดไว้ช่วยคุณแล้ว จองบริการ  “แม่บ้านมือโปร” หรือ ดาวน์โหลดแอปฯ เพื่อซื้อหรือ จองได้ที่

 

สุดท้ายนี้!!

  ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดใช้ เจาไฉจิ้นเป่า นะค้าาา 🙂

9 วิธีกำจัดไรฝุ่น ศัตรูตัวร้ายที่แฝงกายอยู่บนที่นอน

“ไรฝุ่น” วายร้ายตัวจิ๋วที่ไม่ว่าบ้านไหนๆ ก็ต้องมี  โดยเฉพาะห้องนอนอันแสนสุขของเรา พวกมันมักแฝงตัวอยู่บนที่นอน หมอน ผ้าห่ม เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุใยสังเคราะห์อีกทั้งตุ๊กตาทั้งหลายแหล่ที่ลูกคุณๆ ทั้งหลายชอบ ทำให้ลูกน้อยหรือแม้แต่ตัวคุณเองเกิดอาการภูมิแพ้ และอาจจะลุกลามไปจนถึงโรคระบบทางเดินหายใจได้ ฟังดูแล้วน่ากลัวใช่มั้ยละ งั้นมาดูกันดีกว่าว่ามีวิธีใดบ้างที่สามารถช่วยกำจัดไรฝุ่นได้

1. จัดระเบียบห้องนอน

ในห้องนอนไม่ควรมีสิ่งของอยู่เยอะจนเกินไปนะคะ  อะไรที่ไม่จำเป็นทิ้งบ้าง บริจาคบ้าง   เพราะนอกจากจะทำให้ห้องรกจนไม่มีที่จะนอนแล้ว ยังทำให้เพิ่มปริมาณไรฝุ่นอีกด้วย  ของยิ่งเยอะไรฝุ่นก็ยิ่งแยะ ซึ่งบางครั้งเราก็ไม่สามารถทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง แต่หากเราจัดระเบียบห้องให้โล่งมีแค่สิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นเท่านั้น  จะทำให้คุณดูแลรักษาความสะอาดได้ง่ายขึ้น อีกทั้งห้องโล่งๆ บรรยากาศที่ปลอดโปร่ง จะทำให้คุณนอนหลับได้อย่างสบายยิ่งขึ้นด้วย

 

2. ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ

อย่างน้อยๆ ใน 1 สัปดาห์ ควรจะมีการทำความสะอาดปัด กวาด เช็ด ถูซัก 1 ครั้ง เป็นอย่างต่ำ เพื่อลดปริมาณฝุ่นในห้องนอน

 

3. ปัดที่นอนก่อนนอนทุกครั้ง

เนื่องจากภายในห้องนั้นมีอากาศหมุนเวียนอยู่ตลอด ทำให้มีฝุ่นละอองถูกพัดเข้ามาด้วย และบนที่นอน หมอนของเรานั้นก็เป็นที่โปรดปรานของเจ้าไรฝุ่นมากๆ เลยละ ดังนั้นก่อนนอนควรจะปัดฝุ่นบนที่นอนออกก่อน เพราะหากเรานอนบนที่นอนที่เต็มไปด้วยไรฝุ่นนอกจากจะทำให้ตัวเราสกปรกแล้วยังทำให้เกิดอาการภูมิแพ้ คันตามเนื้อตัวและอาจลุกลามไปสู่ระบบทางเดินหายใจได้อีกด้วย

 

4. เปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน  ผ้าห่ม

ทำการเปลี่ยนผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน ผ้าห่ม ทุกเดือน เนื่องจากผ้าปู ปลอกหมอนและผ้าห่มที่เรานอนอยู่ทุกวันเป็นแหล่งสะสมของตัวไรฝุ่น หากปล่อยทิ้งไว้นานๆก็จะยิ่งสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการทำลายสุขภาพทำให้เราเกิดภูมิแพ้ และเป็นผดผื่นคันตามเนื้อตัวได้นะคะ

5. นำหมอน ผ้าห่มไปอาบแดด

การนำหมอน ผ้าห่มออกไปนอนอาบแดดบ้าง จะช่วยลดการอับชื้นทำให้ไข่ของเจ้าไรฝุ่นฝ่อลงช่วยหยุดไม่ให้มันแพร่พันธุ์มาทำร้ายเรามากยิ่งขึ้นค่ะ

 

6. ไม่ปูพรมในห้องนอน

พรมเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ตัวไรฝุ่นชอบไปอาศัยอยู่ เนื่องจากพรมทำมาจากเส้นใยที่ตัวไรฝุ่นนั้นชอบ การนำพรมวางไว้ในห้องก็เหมือนกับการนำบ้านอีกหลังไปไว้ให้เจ้าไรฝุ่นอยู่นั่นเอง  อีกทั้งพรมยังดูแลทำความสะอาดยาก การที่จะปัดเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกำจัดไรฝุ่นให้หมดไปได้นะคะ ดังนั้น จึงไม่ควรที่จะนำพรมไว้ในห้อง หรือ ไม่ใช้เลยยิ่งดีค่ะ

 

7. ไม่นำตุ๊กตามาไว้ในห้องนอน

เพราะตุ๊กตานั้นทำมาจากเส้นใยซึ่งเป็นที่ที่ไรฝุ่นชอบอยู่มากกก  การที่คุณปล่อยให้ลูกคุณนอนกอดตุ๊กตาอยู่ทุกคืนก็เหมือนกับการที่คุณปล่อยให้ลูกคุณนอนกอดเจ้าไรฝุ่นทุกคืนเช่นกัน หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น  สามารถส่งผลต่อสุขภาพลูกน้อยของคุณ หากลูกคุณมีอาการภูมิแพ้ ป่วยง่าย ลองปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมจัดระเบียบห้องนอนดูนะคะ

 

8. นำฟูกไปตากแดด

เวลาทำความสะอาดที่นอนคนส่วนใหญ่มักลืมให้ความสนใจฟูกเนื่องจากคิดว่ามีผ้าปูที่นอนรองอยู่แล้วคงไม่เป็นไรหรอก แต่หารู้ไม่ฟูกก็เป็นแหล่งที่อยู่ของฝุ่นเหมือนกันนะ ดังนั้นจึงควรทำความสะอาดฟูกบ้าง ด้วยการนำไปตากแดดฆ่าเชื้อโรค ลดการแพร่พันธุ์ของตัวไรฝุ่น

 

9. เรียกใช้บริการกำจัดไรฝุ่น

เนื่องจากเจ้าตัวไรฝุ่นนั้นมีความอึด ถึกอยู่มาก แม้ว่าคุณจะพยายามกำจัดมันเท่าไหร่มันก็ไม่หมดไปซักที การเรียกใช้บริการกำจัดไรฝุ่นโดยตรงจะช่วยให้กำจัดไรฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น    สามารถทำความสะอาดได้อย่างทั่วถึง ทำให้บ้านคุณหมดปัญหาไรฝุ่นกวนใจ และเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดโรคต่างๆ ที่มีสาเหตุมาจากไรฝุ่นด้วยค่ะ ซึ่ง Fixzy เราก็มีบริการกำจัดไรฝุ่นที่สามารถกำจัดไรฝุ่นได้ถึง 100%  เพราะเราใส่ใจทุกขั้นตอนโดยเริ่มจากการ Test ปริมาณฝุ่นและเชื้อโรคบนที่นอนก่อน ต่อจากนั้นจึงเริ่มลงมือทำความสะอาดโดยเครื่องมือที่ใช้กำจัดไรฝุ่นโดยเฉพาะ หลังจากนั้นก็จะทำการ Recheck ทำความสะอาดอีกครั้ง และตบท้ายด้วยการฟอกอากาศและฆ่าเชื้อโรคในห้องคุณ แค่ฟังก็รู้สึกได้ถึงความสะอาดเลยใช่มั้ยละ หากสนใจ สามารถเรียกใช้บริการได้ที่ >>บริการกำจัดไรฝุ่น<<

ดาวน์โหลดแอปฯ Fixzy ได้ที่

          

 

 

 

เลือกรองเท้าที่ใช่ให้รถของเรา!

ลองนึกดูนะคะ ที่บ้านมีรองเท้ากันทั้งหมดกี่คู่ ส้นสูง ผ้าใบ หุ้มส้น รองเท้าแตะ รองเท้าบูธ….หน่ะ นับกันไม่หวั่นไม่ไหวเลยใช่ไหมคะ ถ้าพูดถึงเรื่องรองเท้า สาวๆเรารู้ดีว่ามันฟินนนแค่ไหนกับการที่เรามีรองเท้าหลายแบบหลายสไตล์ไว้ใช้สำหรับโอกาสต่างๆ หรือโอกาสเดียวกันก็มีไว้หลายๆแบบอีก มีเยอะก็ชนะเลิศ มีไว้เผื่อเลือกนิคะ ใช่มะ….. รองเท้าส้นสูง เราเอาไว้เดินห้างเก๋ๆ แต่จะเอาไปลุยป่าก็คงไม่เวริค รองเท้าแตะเอาไว้ใส่อยู่แถวบ้าน ชิลๆ ไม่เมื่อยเท้า แต่จะเอาไปใส่เล่นโยคะ ก็คงไม่ใช่ ….ที่พูดเรื่องรองเท้ามา เพราะใจ๋ว่าการเลือกรองเท้าที่จะใส่สักคู่ก็คล้ายๆกับการเลือกยางรถให้รถเรานั่นแหละค่ะ ไม่มีรองเท้าคู่ไหนที่จะใส่ได้ทุกโอกาส ทุกวัน ทุกเวลา และไม่มียางรถแบบไหนที่จะเหมาะกับรถทุกคัน หรือการใช้ทุกแบบหรอก จริงๆแล้วมันเหมือนกฎของธรรมชาติแหละ ไม่มีอะไรที่จะดีพร้อมไปทุกอย่างหรอก แต่มันคือการเลือกสิ่งที่ใช่ที่สุดมากกว่า ง่อววว โดนใจ

ยางรถก็เหมือนกับรองเท้า เราต้องคิดถึงทั้งบุคลิกของเราและโอกาสในการที่จะเลือกรองเท้าใส่สักคู่ เช่นเดียวกับยางรถ ประเภทของรถและไลฟ์สไตล์ของเราจะเป็นตัวช่วยเลือกแบบยางที่เหมาะกับรถเรามากที่สุด แล้วแบบไหนกันที่เราควรเลือกใช้ วันนี้ใจ๋จะมาอธิบายยางรถในแบบที่ผู้หญิงเราคุ้นเคยให้อ่านกันค่ะ มาเริ่มช้อปปิ้งยางรถกันเลยยย!

อย่างแรกเลย ใจ๋จะมาอธิบายประเภทดอกยางต่างๆให้เพื่อนๆฟัง อย่าพึ่งตกใจค่ะ เรื่องแบบนี้ไม่ได้น่าเบื่อเสมอไปหรอกค่าาา เพราะใจ๋จะเปรียบเทียบดอกยางแต่ละประเภทกับรองเท้าจ้าาา มี 4 ประเภทด้วยกัน เริ่มกันเลยดีกว่า

        1.รองเท้าคัทชู = ดอกยางแบบละเอียด (rib pattern)

ดอกยางแบบละเอียดก็เหมือนกับรองเท้าคัทชูคู่โปรดที่เราใส่กันอยู่ทุกวัน มันนุ่มและใส่สบายสุดๆ เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวัน ดอกยางชนิดนี้ใช้งานคล้ายๆกับคัทชูเลยค่ะ เหมาะกับการใช้งานทั้วไป วิ่งบนทางเรียบ ใช่เลย เหมือนกับคัทชู จะเอาไปวิ่งบนทางขรุขระหรือชันหน่อยก็ไม่ไหวนะ ล้มหน้าทิ่มพอดี หน้าตาของดอกยางนี้ คือ ดอกยางจะเป็นแนวยาวตามเส้นรอบวงยาง

ยางประเภทนี้ให้คุณภาพการขับขี่ดีงาม ทั้งนุ่มนวลและเงียบสงบ เคยนั่งรถบางคันแล้วได้ยินเสียงดังๆรอบๆไหมคะ แบบคุยกันในรถไม่รู้เรื่องอะ ต้องเพิ่มเสียง ไม่เกิดขึ้นกับยางนี้แน่นอน เพราะมันเงียบบบสบายหูสุด เปิดเพลงในรถฟังเพลินๆไม่มีเสียงรบกวนเลยค่ะ ถึงคัทชูจะไม่เหมาะกับวิ่งเร็วมาก แต่เราก็ยังสามารถวิ่งได้อยู่ เพราะมันไม่ทำให้เจ็บเท้าเท่ากับรองเท้าส้นสูง ถึงจะไม่ยึดติดพื้นดีเท่าผ้าใบก็เถอะ เซมๆกับดอกยางแบบละเอียดเลยค่ะ มันไม่ค่อยเหมาะวิ่งบนถนนเปียกหรือวิ่งเร็วๆมาก เพราะมันไม่ยึดติดถนนเท่าไร เวลาเบรกเอียดดด อาจจะเบรกไม่อยู่ได้ค่ะ ยังไงก็ตาม ใจ๋ก็ว่ามันใช่สุดๆสำหรับใครที่ใช้รถในเมืองบนถนนเรียบๆ ใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวันค่ะ

       2.รองเท้าผ้าใบ = ดอกบั้ง (lug pattern)

มาถึงรองเท้าผ้าใบที่สุดจะอินเทรนด์ในยุคนี้กันบ้าง มันเหมาะกับการเล่นกีฬา ออกกำลังกาย ทำอะไรลุยๆหน่อย  เหมือนยางนี้ที่ใช้งานได้ดีในการตะกุยในทางที่ขรุขระ ลุยได้ เป็นผู้หญิงสตรอง! แต่เดี๋ยวนี้เราก็ใส่รองเท้าผ้าใบเดินไปไหนมาไหนได้เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องตอนเล่นกีฬาอย่างเดียว ใช่แล้ว ดอกบั้งก็สามารถใช้ในถนนเรียบได้เหมือนกัน ในระดับปานกลาง แต่ก็ไม่ได้วิ่งในถนนเรียบได้ดีเท่าดอกยางแบบละเอียดหรือดอกแบบผสมนะคะ

        3.รองเท้าบูท = ดอกแบบผสม (rib-lug pattern)

คุณสมบัติของรองเท้าบูทคืออะไร รองเท้าบูทเป็นรองเท้าที่ใช้ได้หลายสถานการณ์ จะใส่ไปลุยที่ต่างจังหวัดก็ได้ จะใส่ไปเดินห้างก็ชิค ดอกยางแบบผสมก็เช่นกัน มันผสมจุดเด่นของยางสองแบบแรกเข้าด้วยกัน ประมาณว่า 2 in 1 อะค่ะ มันจึงใช้ได้ทั้งทางเรียบและทางขรุขระ แต่มันก็เหมือนเป็ดก๊าบๆอะค่ะ บินได้แต่บินไม่สูง ว่ายน้ำก็ได้แต่ว่ายได้แค่ผิวน้ำ รองเท้าบูทใส่เดินห้างได้ แต่ก็ไม่เหมาะเท่ากับคัทชูหรือส้นสูง ใส่ลุยต่างจังหวัดได้แต่ก็ไม่ถนัดเท่าผ้าใบ ดอกแบบผสมวิ่งได้ในถนนหลายแบบ แต่ก็ทำได้ไม่ดีที่สุดสักทาง

       4.รองเท้าเดินป่า = ดอกแบบบล็อก (block pattern)

รองเท้าเดินป่า เป็นรองเท้าที่เฉพาะเจาะจงมากๆ ตามชื่อเลย มันมีไว้ “เดินป่า” ซึ่งเป็นรองเท้าที่ไม่ค่อยมีใครใช้เท่าไรหรอก มันไม่ใช่รองเท้าทั่วไปที่จะใส่กันในวันธรรมดา มันเอาไว้เดินป่าเท่านั้นน โอ้วโนว ผู้หญิงแซ่บแซ่บแบบพวกเราคงไม่ค่อยได้ใช้เท่าไร ยกเว้นใครจะลุยๆหน่อย ชอบใช้ชีวิตแบบผจญภัย ซึ่งก็เหมือนกับดอกแบบบล็อก เป็นดอกยางที่ไม่ค่อยมีคนใช้เท่าไร เป็นดอกยางที่ ถึก ทน ลุย เว่อร์ มีลัษณะเป็นก้อนสี่เหลี่ยมหรือวงกลม ส่วนมากใช้กับออฟโรด คือไม่ได้วิ่งบนถนนปกติ ใช้บุกน้ำลุยไฟ แบบลุยโคลนในป่าอะค่ะ อันนี้ใจ๋ขอบายค่ะ….

จบกันไปกับประเภทดอกยางและประเภทรองเท้าของเรา ที่นี้มีพูดถึงรองเท้าแล้วเราก็ต้องพูดถึงคนใส่ด้วยค่ะ เพราะในการเลือกรองเท้าแต่ละแบบก็ต้องดูบุคลิกของคนใส่ด้วย ใครสวยแซ่บหน่อยก็จะเป๊ะเว่อร์เวลาใส่ส้นสูง ส่วนใครเป็นสายหวานก็อาจจะเหมาะกับอะไรซอฟๆหน่อยแบบคัทชู เห็นไหมล่า คนใส่ก็สำคัญมากๆ ใจ๋จะมาบอกเพื่อนๆเองว่าบุคลิกแบบไหนเหมาะกับลักษณะดอกยางแบบไหนค่าาา

        1.สายชิลล์ = ดอกยางแบบ 2 ทิศทาง (non-directional)

ใครชอบใช้ชีวิตง่ายๆชิลล์ๆ สโลว์ไลฟ์หน่อย ก็เหมาะกับยางลักษณะนี้แล้วแหละค่ะ ดอกยางจะสวนทางกัน เหมาะกับใครที่ไม่เน้นความเร็วสูง ใช้ชีวิตสบายๆ เน้นความสะดวกสบายและนิ่มนวลในการขับขี่ ชิลล์กันไป
 

         2.สายเปรี้ยวแซ่บ พริก 10 เม็ด = ดอกยางแบบทิศทางเดียว (directional)

สายเฉี่ยวมาทางนี้ ดอกยางแบบทิศทางเดียวเหมาะสุด พูดเลอ เพราะขับโฉบเฉี่ยวใช้ความเร็วได้ดีมากก เหมาะกับสาวมั่นที่ชอบทำอะไรเร็วๆ เพราะ มันควบคุมการขับขี่ได้ดี คือ เบรกเอียดดดได้ดี ได้ทันเวลาเวลาที่เราซิ่งอยู่ วิ่งกับถนนเปียกได้ดีด้วย เพราะยึดเกาะถนนได้ดีงาม ถูกใจสาวมั่นแน่นอน

         3.สายลุย = ดอกยางแบบไม่สมมาตร (asymmetrical)

ใครสายลุยบ้างงง ยกมือขึ้น ชีวิตเรียบๆธรรมดาเราไม่สน ชีวิตมันต้องเดินตามหาความฝันหกล้มคลุกคลานเท่าไหร่ ฮ่าๆๆ มาเป็นเพลงเลย สำหรับสาวขาลุย ที่คิดว่าชีวิตต้องใช้ให้คุ้ม เหมาะกับใครที่ชอบไปเที่ยว ไปลุย เพราะขับทางไกลได้ดี ต้องเข้าโค้งทางคดเคี้ยว แบบพิชิตปลายยอดเขาอันไกลโพ้น ใช้ดอกยางนี้จะปลอดภัยที่สุดคะ ดอกยางจะต่างกันระหว่างด้านในและด้านนอก ยางด้านในขับได้ดีกับทางตรงและความเร็วสูง ส่วนด้านนอกก็ยึดเกาะถนนได้ดีในเวลาเลี้ยวโค้ง พูดง่ายๆว่าลุยกันได้แบบปลอดภัยชัวร์ๆค่ะ

เป็นไงล่ะคะ ใครบอกว่าผู้หญิงเราไม่เข้าใจเรื่องรถ ตอนนี้เข้าใจกันแล้ว ก็อย่าลืมนะว่า อย่าไปพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุด แต่ให้หาสิ่งที่ใช่ที่สุดสำหรับเรา 🙂

 

ชาร์ตพลัง ! ให้ชีวิตแล้วอย่าลืมชาร์ตพลังให้รถคุณ

เคยเป็นไหมคะ เวลาที่เราทำงานมากมากก จนรู้สึกเหนื่อยแทบน็อก อยากจะขอพักชิลล์ๆ ชาร์จแบตให้ตัวเองสักพัก เป็นเรื่องธรรมดาคะ ใจ๋เชื่อว่าทุกคนต้องเคยมีโมเม้นแบบนี้บ้างแหละ เพราะมันเกิดขึ้นกับใจ๋บ่อยมากก เรียกว่าเกิดขึ้นเป็นประจำเลยแหละค่ะ… แบตเตอรี่ของรถเราก็เหมือนกันแหละคะ
ถ้าแบตฯหมดก็ไปต่อไม่ได้ แต่ต่างกันตรงที่ ถ้าแบตฯรถเสื่อม ไฟจะชาร์จไม่เข้า ถึงชาร์ตเข้าจนเต็มซักพักก็จะหมดอย่างรวดเร็ว ไม่เหมือนเราเราที่ถ้าเหนื่อยก็พัก ชาร์ตพลังเต็มที่แล้วไปต่อได้อีกนาน ดังนั้นถ้าแบทเสื่อมเราก็ควรจะเปลี่ยนใหม่เลยนะคะ ไม่เช่นนั้นหากทิ้งไว้นาน รถของสาวสาวจะสตาร์ตไม่ติดในที่สุด และหากดันสตาร์ตไม่ติดในที่เปลี่ยวแล้วละก็….. สวยสวยแซ่บแซ่บอย่างเราเราอาจมีอันตรายเกิดขึ้นก็เป็นได้……. ><

พอพูดถึงแบตเตอรี่รถ แน่นอนผู้หญิงเราก็ไม่ค่อยจะสันทัดเท่าไร ก็ใช่น่ะสิ มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเราคุ้นเคยทุกวันอย่างลิปสติกหนิ ถ้าเป็นลิปสติกนะ ขอให้บอก
กี่สีกี่เฉด ยี่ห่อไหนไม่เคยพลาดด…..ไม่เป็นไรค่ะๆ เดี๋ยวใจ๋จะช่วยอธิบายแบบง่ายๆให้เพื่อนๆเองค่ะ เพื่อนๆจะได้เลือกแบตฯที่เหมาะสมให้รถสุดที่รักได้

ปกติแล้ว แบตเตอรี่แบบเปียกจะมีอายุการใช้งานประมาณ 1.5-2 ปี ส่วนแบตเตอร์รี่แบบแห้งจะมีอายุการใช้งาน 5-10 ปี แต่ทั้งหมดนี้มันก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลของเราด้วยนะคะ แหนะ งงล่ะสิ ว่าอะไรคือแบตเตอรี่เปียก อะไรคือแบตเตอรี่แห้ง อะไรเปียกเปียกแห้งแห้ง…งงคะปวดหัว…..ไม่ต้องห่วงค่ะ เดี๋ยวใจ๋จะอธิบายให้ฟังแน่นอน…ว่าแต่เมื่อไรที่เราควรจะเปลี่ยนแบตรถหรอคะ? วันนี้ใจ๋จะยกตัวอย่าง 4 สัญญาณบอกเหตุของแบตฯที่เริ่มเสื่อมมาให้ด้วยค่ะ เพราะใจ๋เชื่อว่าทุกคนคงจะไม่อยากใส่ส้นสูงหน้าเป๊ะลงมาเข็นรถกลางถนนแน่นอน

สัญญาณของแบตฯรถเสื่อม

  • เครื่องยนต์สตาร์ทติดอยาก อืดๆ หรือต้องสตาร์ทหลายครั้งถึงจะติด
  • ไฟหน้าไม่สว่างระยิบระยับเหมือนเคย
  • ระบบกระจกรถไฟฟ้าทำงานเหมือนสล็อต
  • ระบบไฟฟ้าในรถทำงานผิดปกติ

พอเรารู้แล้วว่าแบตเตอรี่ไม่ปกติ เราก็ควรจะนำเค้าไปเปลี่ยนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์ ที่อู่ หรือที่ร้านขายแบตเตอรี่ แต่อย่างน้อยเราควรจะมีความรู้เกี่ยวกับแบตไว้สักนิสก่อนจะไปเปลี่ยนค่ะ เพราะเราควรจะเลือกรุ่นที่เหมาะกับรถของเราและการใช้งานของเรามากที่สุด จะได้ไม่ต้องมีปัญหาบ่อยๆไงคะ ลองดูกันเลยดีก

ประเภทของแบตเตอรี่รถ

  • แบตเตอรี่แบบแห้ง

แบตฯประเภทนี้เปรียบเสมือนเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์ ที่มีราคาค่อนข้างโหด แต่ก็ต้องยอมรับเรื่องคุณภาพของมัน แบตฯชนิดนี้เหมาะกับเพื่อนๆที่ไม่ค่อยมีเวลาดูแลรถ แต่มีงบเยอะ..ประมาณว่าสายเปย์อะคะ เพราะแบตประเภทนี้ไม่ต้องเติมน้ำกลั่น และค่อนข้างจะทนทานพอสมควร อย่างที่ใจ๋บอกไปก่อนหน้านี้ แบตฯแบบแห้งมีอายุการใช้งานถึง 5-10 ปี พูดได้ว่าใช้จนเปลี่ยนรถใหม่ไปได้เลย มันจึงไม่มีฝาปิดเปิดไว้เติมน้ำกลั่นและจะถูกซีลทั้งก้อน แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะไม่มีปัญหาเลยนะคะ แบตฯแบบแห้งมีรูหายใจแบบเล็ก ถ้ามีอะไรไปอุดตัน ก็สามารถทำให้มีปัญหาเรื่องแรงดันและความร้อนได้คะ

  • แบตเตอรี่แบบเปียก

แบตเตอรี่แบบเปียกก็เหมือนกับเครื่องสำอางทั่วๆไป ที่อาจจะไม่ได้ขายอยู่ในห้าง ไม่ได้มีแบรนด์หรูหรา แต่มันก็สามารถทำให้เราสวยได้เหมือนกัน และที่สำคัญราคาเบากว่าเครื่องสำอางเคาน์เตอร์แบรนด์เยอะค่ะ เพราะราคาไม่สูงมาก มันจึงเป็นแบตฯที่คนส่วนมากใช้กัน แบตฯแบบเปียก แน่นอนค่ะ มันเปียกสมชื่อ เพราะเราต้องหมั่นเติมน้ำกลั่น นี่แหละข้อเสียหลักๆของมัน แบตฯแบบเปียกสามารถแยกได้อีก 2 ประเภทค่ะ คือ แบบที่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง ซึ่งใจ๋คิดว่าไม่ค่อยเหมาะกับผู้หญิงเราเท่าไร แค่แต่งหน้าเลือกชุดก่อนออกจากบ้านก็ใช้เวลามากแล้ว ถ้าต้องคอยเติมน้ำกลั่นอีก โอววไม่..เสียเวลาทำมาหากินหมดคะ แต่ถ้าใครไม่มายด์ มันก็ไม่ใช่ตัวเลือกที่แย่นะคะ ส่วนอีกประเภทนึง คือ แบตเตอรี่กึ่งน้ำ ซึ่งกินน้ำกลั่นน้อยกว่าแบบแรกมาก นานๆเติมทีค่ะ แต่ก็ต้องคอยเช็กเหมือนกัน ว่าน้ำกลั่นแห้งหืดหมดรึยัง แบบหลังนี้ก็พอจะโอเคกว่าแบบแรก พอเป็นทางเลือกสำหรับสาวสาวผู้ไม่ค่อยมีเวลาอย่างเราเราได้

ทางที่ดีที่สุดคือเราควรบันทึกวันที่เริ่มใช้แบตเตอรี่ใหม่ไว้ และเข้าตรวจสภาพเป็นช่วงๆ เพื่อป้องกันรถสตาร์ทไม่ติดหรือเสียกลางทางนะคะ อย่างที่เกริ่นไว้เบื้องต้นอะคะ…..เพื่อความปลอดภัยของสาวสวยรวยเสน่ห์และแซ่บเว่อร์อย่างพวกเราอะคะ

 

 

หนาวนี้! ใช้เครื่องทำน้ำอุ่นยังไงให้ประหยัดไฟ

ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลงแล้วนะคะ  ตอนเช้านี่แทบจะไม่อยากตื่นเลย เพราะอากาศมันช่างดีเหลือเกิน พอถึงเวลาที่ต้องลุกไปอาบน้ำก็ไม่อยากจะอาบเลย อากาศเย็นๆ บวกกับน้ำเย็นๆ แค่คิดก็สั่นแล้วค่า แต่ถ้าไม่อาบมีหวัง เพื่อนไม่กล้าเข้าใกล้แน่ๆ เราจึงต้องหาตัวช่วยค่ะ จะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกเสียจากเครื่องทำน้ำอุ่นนั่นเอง อากาศหนาวๆ อย่างนี้ไม่ใช้เห็นทีจะไม่ได้แล้วละ  ซึ่งเจ้าเครื่องทำน้ำอุ่นนั้นก็ดันขึ้นชื่อเรื่องกินไฟซะด้วย หากใช้แบบไร้สติ อาจจะทำให้เกิดอาการช็อกเมื่อเห็นบิลค่าไฟตอนสิ้นเดือนได้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น Fixzy ก็เลยรวบรวม เคล็ดลับการใช้เครื่องทำน้ำอุ่นแบบไม่ให้เปลืองไฟมาฝาก ลองนำไปใช้กันดูนะคะ

วิธีใช้เครื่องทำน้ำอุ่นแบบประหยัดไฟ

  1. ไม่เปิดน้ำทิ้งไว้ หากไม่ได้ใช้น้ำควรจะปิดก่อน เช่น เวลา สระผม หรือถูสบู่ เพราะนอกจากจะเปลืองน้ำแล้วยังสิ้นเปลืองพลังงานอีกด้วยนะคะ
  2. ไม่ใช้ความร้อนเกินความจำเป็น เพราะจะทำให้เปลืองไฟได้ค่ะ ควรเปิดแต่พอดีเอาเท่าความอุ่นที่เราอาบไหว ไม่เย็นและร้อนจนเกินไป
  3. เลือกใช้เครื่องทำน้ำอุ่นที่มีถังน้ำภายในตัวเครื่อง และมีฉนวนหุ้ม เพราะจะช่วยประหยัดพลังงาน ได้ร้อยละ 10-20 %
  4. เลือกใช้หัวฝักบัวประเภทประหยัดน้ำ ซึ่งจะช่วยลดปริมาณการสูญเสียน้ำและช่วยประหยัดน้ำได้ถึง 25-75 %
  5. เมื่อใช้เสร็จแล้วควรปิดสวิทช์ เพราะหากเปิดทิ้งไว้จะทำให้เปลืองไฟฟ้า
  6. หากกำลังมีแพลนว่าจะติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่น ควรติดตั้งเครื่องทำน้ำอุ่นแบบที่ป้อนน้ำอุ่นได้ 1  เครื่อง ต่อ 1 ห้องน้ำ เพราะแบบนี้จะประหยัดไฟได้มากกว่าเครื่องทำน้ำอุ่นที่ทำน้ำอุ่นได้ครั้งละหลายๆ ห้อง ซึ่ง Fixzy ก็มีบริการติดตั้งและซ่อมแซมเครื่องทำน้ำอุ่นด้วยนะคะ

หากใครที่กำลังมองหาช่างอยู่ละก็ แจ้งหาช่างเข้ามาได้ทั้ง  3 ช่องทางเลยนะ ผ่านแอป ดาวน์โหลดแอปฯ Fixzyได้ที่ App Store และ Play Store    ผ่านเว็บไซต์ : www.fixzy.net และผ่าน Line : http://bit.ly/2grNsPl

รู้ทัน! 9 โรคที่มาพร้อมแอร์

ปัจจุบันแอร์กลายเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าพื้นฐานที่ทุกที่ต้องมีไปแล้ว เพราะไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ต้องเจอทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ที่ทำงาน ห้างสรรพสินค้า  หรือซูเปอร์มาเก็ต และแน่นอนในสภาพอากาศบ้านเรา แอร์จะช่วยทำให้เรารู้สึกเย็นสบายมากขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่าแอร์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำทุกวัน วันละหลายชั่วโมงนั้นก็มีข้อเสียต่อร่างกายเหมือนกันนะ เพราะหากเราอยู่ในห้องแอร์มากๆ ก็เสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆได้ ดังนี้

  1. โรคระบบทางเดินหายใจ เป็นโรคที่พบได้โดยทั่วไป ตั่งแต่เด็กไปจนถึงผู้สูงวัย โดยเฉพาะหนุ่มสาวออฟฟิศ และกลุ่มผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่ในห้องแอร์เป็นส่วนใหญ่  เพราะห้องที่เปิดแอร์จะต้องปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิด อากาศก็จะไม่ถ่ายเท ทำให้เชื้อไวรัสเจริญเติบโตได้ดียิ่งขึ้น และหากอยู่ในห้องที่เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส อากาศภายในห้องจะแห้ง  เซลล์ต่างๆ อย่างเซลล์เยื่อบุโพรงจมูก คอ หลอดลม ฯลฯ จะแห้งลงกว่าเดิม ส่งผลให้ผู้ที่อยู่ในห้องแอร์นานๆ หลายคนอาจป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจ เช่น เป็นหวัด คัดจมูก แสบจมูก ภูมิแพ้ เป็นต้น
  2. โรคลีเจียนแนร์  หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า  โรคจากเครื่องปรับอากาศ  เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียเฉียบพลันจากสิ่งแวดล้อม ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการ เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศรีษะ ภายในหนึ่งวันจะมีไข้สูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และมีอาการไอไม่มีเสมหะ ปวดท้อง อุจจาระร่วง ปอดอักเสบ และอาจมีการติดเชื้อชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น เชื้อนิวโมคอคคัส เชื้อไมโคพลาสมา และเชื้อคลามัยเดีย
  3. โรคไข้ปอนเตียก  เป็นโรคที่ร่างกายแสดงปฏิกิริยาต่อเชื้อโรคที่ปะปนมากับอากาศจากแอร์ ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการไม่สบายเนื้อสบายตัว รู้สึกป่วยไปประมาณ 2-5 วัน แล้วหลังจากนั้นอาการจะค่อยๆ หายไปเอง
  4. โรคจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย และเชื้อรา ได้แก่ วัณโรค อีสุกอีใส หืดหอบ ปอดบวม หัดเยอรมัน และโรคอื่นๆ เหล่านั้น ส่วนหนึ่งอาจมีสาเหตุมาจากอากาศที่ออกมาจากแอร์ เพราะภายในแอร์นั้นมีเชื้อโรคอยู่มากมาย ซึ่งเมื่อเราเปิดแอร์ เชื้อโรคต่างๆ เหล่านั้นก็จะถูกพัดออกมาพร้อมกับอากาศด้วย และเมื่อเราหายใจรับอากาศเข้าไปก็เหมือนกับเราได้สูดเอาเชื้อโรคเข้าร่างกายไปด้วย จึงเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคต่างๆได้ค่ะ
  5. ผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบ โรคนี้เกิดได้หลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร ความเครียด ภูมิอากาศ สภาพแวดล้อมที่เราอยู่  อย่างใครต้องอยู่ห้องแอร์เป็นประจำ ก็จะเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าภายในแอร์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำนั้นมีเชื้อโรคหลากหลายชนิดอาศัยอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอร์ที่เปิดมาแล้วมีกลิ่น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าแอร์ที่คุณใช้อยู่นั้นมีเชื้อโรคอัดแน่นจนล้นทะลักส่งกลิ่นมาเป็นสัญญาณเตือนให้คุณได้รู้ตัวแล้ว ว่าคุณกำลังได้รับเชื้อโรคที่ฝังตัวอยู่ภายในแอร์ และเสี่ยงที่จะเป็นโรคต่างๆ อยู่นะ  เพราะนอกจากเชื้อโรคจะถูกสูดเข้าไปในปอดคุณแล้ว เชื้อโรคที่มาพร้อมกับอากาศเหล่านั้นยังได้สัมผัสถูกผิวกายของคุณเข้าให้อีกด้วย ทำให้เกิดผื่นแพ้ ผิวหนังอักเสบได้  ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการ คันตามผิวหนัง  ผื่นแดง ถ้าผื่นนี้เป็นมานาน จนเข้าสู่ระยะเรื้อรัง จะพบเป็นแผ่นหนาแข็ง มีขุย ทำให้ผิวเป็นรอยแผลเป็น มักจะเป็นในบริเวณ หน้า คอ ข้อพับ ข้อศอก มือ และเท้า หากเกิดโรคนี้ควรที่จะดูแลรักษาไม่ให้โรคกำเริบ ด้วยการไม่เปิดแอร์ในอุณหภูมิที่ต่ำจนเกินไป
  6. โรคตึกเป็นพิษ เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากมลพิษภายในอาคารที่วางระบบหมุนเวียนอากาศไม่ดี ทำให้สารระเหยที่ออกมาจากเครื่องใช้สำนักงาน เช่น เครื่องซีร็อกซ์ ปริ้นเตอร์ รวมถึงสารระเหยจากสีทาผนัง ไม้อัด สารเคลือบเงาทั้งหลาย วนเวียนอยู่ภายในเครื่องปรับอากาศของอาคาร ผู้ป่วยโรคนี้จะมีอาการอ่อนล้า ปวดหัว เวียนหัว คลื่นไส้ คัดจมูก ไอ จาม เกิดผดผื่นคัน ระคายเคืองดวงตา และมีความผิดปกติของประสาทรับกลิ่น เป็นต้น
  7. ภาวะติดเชื้อ ทางด้านสำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐ (The Environmental Protection Agency : EPA) ได้เปิดเผยข้อมูล ไว้ว่า แท้จริงแล้ว ห้องแอร์ที่เราอยู่นั้นอากาศอาจเป็นมลพิษร้ายแรงกว่าอากาศที่อยู่ภายนอกหลายเท่า เพราะเครื่องปรับอากาศจะดูดอากาศภายในห้องหมุนเวียนไปมาเพื่อมาเป็นลมเย็นๆ ให้แก่เรา ทำให้อากาศไม่มีการถ่ายเท ทำให้ร่างกายเราเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคต่างๆที่มาพร้อมกับอากาศที่ไหลเวียนทั้งในห้องและเครื่องปรับอากาศ
  8. ผิวแห้ง  หากใครต้องอยู่ในห้องที่มีแอร์เย็นฉ่ำตลอดเวลา มักจะประสบปัญหาผิวแห้ง ขาดความชุ่มชื้น เพราะความเย็นจะทำให้อากาศแห้งทำให้ร่างกายเกิดการสูญเสียน้ำมากว่าปกติ ซึ่งอาการของผู้ที่ประสบปัญหาผิวแห้งนั้น จะมีอาการคัน ผิวแห้งตึง ลอกเป็นขุย ซึ่งหากมีอาการคันแล้วเกาจนเกิดแผล จะทำให้เกิดโอกาสติดเชื้อทางผิวหนังได้
  9. อ้วนขึ้น เมื่ออยู่ในห้องแอร์จะทำให้เราอ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะห้องแอร์ที่เปิดในอุณหภูมิไว้อย่างพอดี ไม่อุ่นหรือหนาวจนเกินไป จะทำให้ร่างกายไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานเพื่อเพิ่มความอบอุ่น  ทำให้ลดโอกาสในการเบิร์น หรือดื่มน้ำเยอะขึ้นแทนการกินจุกจิก และในสภาพอากาศที่เย็นสบายนั้นจะทำให้เราเพลิดเพลินกับการกินจุกจิกมากขึ้นส่งผลให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยที่เราไม่ทันรู้ตัวกันเลยนะคะ

           เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราจึงควรหาวิธีป้องกัน หลีกเลี่ยงที่จะพาตัวเองเข้าสู่สภาวะเสี่ยงต่อโรคต่างๆ นี้นะคะ ด้วยการออกกำลังกาย ทำร่างกายให้แข็งแรงเพื่อสร้างภูมิต้านทาน หากไม่จำเป็นควรลดช่วงเวลาที่อยู่ในห้องแอร์ลง ออกไปสูดอากาศภายนอกบ้าง แต่หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ต้องหมั่นดูแลรักษาความสะอาดอยู่เป็นประจำนะคะ เพื่อไม่ให้แอร์กลายเป็นแหล่งของเชื้อโรคที่จะคอยแพร่เชื้อทำลายสุขภาพของคุณ  โดยคุณสามารถเรียกใช้บริการล้างแอร์ด้วยช่างมืออาชีพจาก Fixzy ได้นะคะ เรามีบริการ “ล้างแอร์ติดผนัง ในราคาเพียง 400* บาท เพียงเท่านี้คุณก็จะได้สูดอากาศที่สะอาดปราศจากเชื้อโรคกันแล้วค่า 

* ราคานี้เมื่อล้างแอร์ 2 เครื่องขึ้นไป หาก ล้าง 1 เครื่อง เครื่องละ 450 บาท

เตรียมบ้านพร้อม!! ไม่หวั่นแม้หน้าหนาว

หน้าหนาวใกล้เข้ามาแล้วนะคะ ปีนี้เขาว่ากันว่าจะหนาวกว่าปีก่อนๆ ซะด้วย มีใครเตรียมตัวเตรียมพร้อมเข้าหน้าหนาวกันแล้วบ้างค้า แล้วนอกจากจะเตรียมตัวเองแล้วเรายังต้องเตรียมบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าให้พร้อมด้วยนะคะ เพราะฤดูหนาวเป็นฤดูที่อากาศแห้ง ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดไฟไหม้สูง ยิ่งถ้าหากเกิดกับตึกรามบ้านช่องแล้วละก็จะก่อให้เกิดความเสียหายมากเลยนะคะ อีกทั้งลมจากหน้าหนาวที่พัดเข้ามานั้นจะทำให้บ้านและผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านหนาวยะเยือกได้  ดังนั้นเราจึงต้องเตรียมตรวจเช็คสภาพบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านให้พร้อมปลอดภัยไว้ก่อนนะคะ เราไปดูกันดีกว่าว่าต้องเตรียมอะไรกันบ้าง

  • จัดบ้านรับแสงแดด การตกแต่งบ้านใหม่ก็มีผลต่ออารมณ์และความรู้สึกนะคะ ควรจัดตกแต่งบ้านให้รู้สึกได้ถึงความอบอุ่น จัดให้อยู่ในทิศทางของแสงแดดเพื่อให้แสงสว่างได้เข้ามาเพิ่มความอบอุ่นให้กับบ้านของเรา
  • ตรวจเช็คหลังคา ในฤดูหนาวมีลมแรง อาจทำให้น้ำค้างลงแรงกว่าปกติ ดังนั้นควรตรวจเช็คหลังคาไม่ให้มีรอยแตกหรือรอยรั่วซึม เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำค้างตกมาโดนหลังคาแล้วรั่วซึมเข้าบ้านนะคะ
  • เช็คเครื่องใช้ไฟฟ้าให้พร้อมและสมบูรณ์ที่สุด ควรเช็คอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกชนิดให้อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน หากอุปกรณ์ชนิดใดชำรุด สายไฟขาดควรรีบซ่อมแซมให้เรียบร้อย หากใช้งานอยู่แล้วมีกลิ่นไหม้ควรรีบซ่อมแซมหรือเปลี่ยนใหม่ ป้องกันไม่ให้เกิดไฟช็อตหรือไฟฟ้าลัดวงจรเนื่องจากในช่วงหน้าหนาวอากาศจะแห้งทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะก่อให้เกิดไฟไหม้ได้เพราะฉะนั้นเราจึงต้องระมัดระวังในการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นพิเศษเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นค่ะ
  • ติดตั้งระบบป้องกันเพลิงไหม้ จากที่กล่าวไปข้างต้นแล้วว่าฤดูหนาวนั้นอากาศจะแห้งเป็นพิเศษทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเพลิงไหม้ได้เราจึงควรป้องกันไว้ก่อนด้วยการติดตั้งเครื่องตัดกระแสไฟฟ้าอัตโนมัติ ต่อสายดินเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร และจัดวางถังดับเพลิงไว้ในที่ที่หยิบใช้งานได้สะดวกเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
  • ปรับปรุงและซ่อมแซมบ้าน  หากมีรอยแตก รั่ว ช่องโหว่ควรจะรีบซ่อมแซมเพื่อป้องกันไม่ให้ลมหนาวและแมลงต่างๆ พัดเข้าบ้าน และเพื่อไม่ให้น้ำค้างรั่วซึมเข้ามาทำให้รูรั่วช่องโหว่ขยายใหญ่ขึ้นด้วยค่ะ ควรตัดแต่งกิ่งไม้ให้เรียบร้อยเพราะหากมีลมแรงพัดมาทำให้กิ่งไม่หักล่วงลงมาอาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ และหากบ้านไหนผนังผุกร่อนแล้วละก็ในช่วงหน้าหนาวอย่างนี้เป็นโอกาสที่ดีมากๆ เลยนะคะสำหรับการทาสีบ้านใหม่ เพราะช่วงหน้าหนาวอากาศจะแห้งทำให้สีที่ทานั้นแห้งเร็วขึ้น ทาได้ง่ายขึ้น และไม่เกิดการบวมด้วยค่ะ

หากใครกำลังมีแพลนจะซ่อมบ้านอยู่นั้นเรียกใช้ช่างมืออาชีพจาก Fixzy ได้เลย แจ้งปัญหา หาช่างติดตั้ง ซ่อมแซม ได้ 3 ช่องทางนะคะ ทั้ง ผ่านแอป ดาวน์โหลดแอปฯ Fixzy ได้ที่ App Store : http://apple.co/2eZWipM หรือ Play Store : http://bit.ly/2eTkbw8 ผ่านเว็บไซต์ : www.fixzy.net และ ผ่าน Line : http://bit.ly/2eLA0rd

1 2 3 10
[vc_row css=".vc_custom_1438604740715{padding-top: 30px !important;padding-bottom: 30px !important;background-color: #ffffff !important;}" expanded="2" background_style="cover"][vc_column width="1/6"][vc_column_text]Fixzy logo-02[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width="3/6"][vc_column_text css=".vc_custom_1439540666639{margin-bottom: 0px !important;}"]About Fixzy - Blog - Policy - FAQ[/vc_column_text][vc_column_text css=".vc_custom_1439539848578{margin-top: 0px !important;}"]© 2014 Fixzy Co., Ltd. All rights reserved. - Fix it easy with Fixzy.[/vc_column_text][/vc_column][vc_column width="1/6"][/vc_column][vc_column width="1/6"][vc_column_text]

[dt_social facebook="https://www.facebook.com/fixzyapp"  youtube="https://www.youtube.com/channel/UCI21AOk8G0umgtBG1lCu5Dg" twitter="https://www.twitter.com/fixzyapp" gplus="https://plus.google.com/u/0/100365097623372272414/about" size="small" shape="circle" align="left"]

[/vc_column_text][/vc_column][/vc_row]